“หม่อน : มัลเบอร์รี่” มหัศจรรย์แห่งผลไม้

31.10.57
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 เมษายน 2556

เมื่อพูดถึงต้นหม่อนแล้ว หลายๆคนคงจะนึกถึง ใบหม่อน ซึ่งเป็นอาหารของหนอนไหม อันเป็นวัตถุดิบสำคัญที่นำไปทำเป็นผ้าไหมลาดลายงดงาม ส่วน “ผลหม่อน” จากต้นหม่อนนั้นก็ยังสามารถนำมากินได้ด้วย แต่ผลหม่อนที่ว่านี้จะได้จากต้นหม่อนคนละสายพันธุ์กับต้นหม่อนที่นำใบไปเป็นอาหารหนอนไหม

“ผลหม่อน” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “มัลเบอร์รี่” เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ชนิดหนึ่ง ที่มีคุณค่าทางอาหาร มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว โดยผลของหม่อนเมื่อสุกได้ที่แล้วจะเป็นสีดำ มีรสชาติหวาน และถ้าเป็นสีแดงยังไม่สุกมาก จะออกรสเปรี้ยว

ปัจจุบันผลหม่อน นิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ อาทิ กรดโฟลิก (Folic acid) นอกจากนี้ในผลของหม่อนยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แอนโธไชยานิน เควอซิติน ที่มีส่วนลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ตำรับยาโบราณมีการใช้ผลหม่อนต้มบริโภคทั้งเนื้อและน้ำแก้โรคไขข้ออักเสบ ท้องผูก โลหิตจาง และขับเสมหะ เป็นต้น

ที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์ จ.น่าน ถือเป็นแหล่งปลูกหม่อนอีกแหล่งหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ได้มีการส่งเสริมให้ราษฎรในพื้นที่หันมาทำการเกษตรแบบใหม่แทนการทำไร่เลื่อนลอย รวมถึงทำการเกษตรปลอดสารแบบครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป

ปัจจุบันผลหม่อนสดได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น ที่สถานีฯ จะรับซื้อผลหม่อนสดจากชาวบ้าน และนำมาแปรรูปเป็นน้ำหม่อนเข้มข้น โดยน้ำหม่อนที่ได้จากการผลิตจะส่งมาขายที่ร้านภูพยัคฆ์ ในตัวเมืองจังหวัดน่าน และถ้าหากใครที่สนใจจะลิ้มลองรสชาติของน้ำหม่อน ก็สามารถไปหาซื้อมาชิมกันได้ ที่ร้านโกลเด้นเพลส สาขากรุงเทพฯ อีกด้วย
Read more ...

ปลูกไม้ผลด้วยกระถางแก้มลิง

28.10.57
เมื่อ 28 ต.ค.2557

กระถางต้นไม้แก้มลิง เป็นวิธีการเพื่อทำให้กระถางต้นไม้กักเก็บน้ำไว้ก้นกระถาง ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อย โดยอาจใช้เวลารดน้ำแต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์เลยทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของกระถาง

ขั้นตอนการทำ

1. นำกระถางไม่มีรู มาเจาะรูข้าง เพื่อใช้เป็นทางระบายน้ำออก

2. นำกระถางเล็กมาคว่ำลงในถังใหญ่ดังกล่าว แล้วติดตั้งท่อไว้ในกระถางเล็ก ให้ปลายสูงกว่ากระถางใหญ่่

3. ใส่เศษกระเบื้องไว้บนกระถางเล็ก เพื่อป้องกันวัสดุปลูกตกลงในกระถางเล็ก

4. ใส่หินลงไปในกระถางให้มิดกระถางเล็ก

5. ใส่ดิน

6. นำต้นไม้มาปลูก

7. ใส่น้ำลงในท่อ จนน้ำไหลออกจากรูด้านข้าง

8. รดน้ำต้นไม้ให้ชุ่ม

เท่านี้เราก็จะได้กระถางแก้มลิง เอาไว้ปลูกต้นไม้กันแล้วครับ

ทำให้เราไม่ต้องรดน้ำต้นไม้บ่อย ๆ
Read more ...

"คิดต่าง"อย่างชาวนา100 ล้าน

25.10.57
โดยข่าวสด เมื่อ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คอลัมน์ เมืองไทย 25 น.

ทวี มีเงิน

ขณะ ที่ปัญหารายได้ของชาวนายังชักหน้าไม่ถึงหลัง นโยบายจำนำข้าวก็ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี นโยบายแจกเงินไร่ละพันก็แค่ผ่อนหนักให้เป็นเบายังมีชาวนาบางกลุ่มก็พยายามหา ช่องทางใหม่ๆ เพื่อ จับกลุ่มเฉพาะ หรือ Nich Market อย่างปลูกข้าวปลอดสารพิษ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิลแม้กลุ่มผู้บริโภคยังไม่กว้างแต่คู่แข่งน้อยจึงได้ราคาดี

มี บางกลุ่มกลับ คิดต่าง หาช่องทางสร้างตลาดใหม่ๆ อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึงอย่างเช่น สุทิน กองทอง เจ้าของโรงสีเกริก เชียงรายที่หันมาปลูกข้าวญี่ปุ่น เพื่อป้อนร้านอาหารญี่ปุ่นที่กำลังเฟื่องฟูในบ้านเรา โดยปลูกข้าวญี่ปุ่นพันธุ์ อคิตะโค มาชิ หลังจากที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทดลองปลูกในพื้นที่ซึ่งเหมาะสำหรับเมืองไทย และความต้องการสูงโดยป้อนให้กับร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ทุกวัน ความต้องการแต่ละปี 8,000-10,000 ตันต่อปี

สุทินเริ่มปลูก ข้าวญี่ปุ่นอย่างจริงจังปี 2550 ทุกวันนี้มีชาวนาในพื้นที่ปลูกข้าวญี่ปุ่นมากขึ้นและส่งข้าว ให้กับโรงสีเกริกเป็นเครือข่ายกันราวๆ 500-600 ครัวเรือนพื้นที่ปลูกประมาณ 4 พันไร่เฉพาะเครือข่ายโรงสี เกริกผลิตได้ 1,500-2,000 ไร่ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 40-42 บาทต่อกิโลฯ

ตอนนี้ยกระดับรวมตัวกันเป็น ชมรมผู้ประกอบการข้าวญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดยุทธศสาตร์แนวทางการปลูกข้าวญี่ปุ่นให้มีต้นทุนถูกลงและมีคุณภาพ สูงขึ้น นอกจากนี้ สุทิน ยังขยายพื้นที่ปลูกข้าวไทยคุณภาพสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ หอมมะลิแดง หอมนิล ไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งตลาดโลกต้องการเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แถมยังต่อยอดนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อสุขภาพ อย่างเช่นนำรำข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์เสริมความงามภายใต้แบรนด์ ถาดทอง โดยขายผ่านเว็บไซต์เท่านั้น

อย่าง ไรก็ตามสำหรับการปลูกข้าวญี่ปุ่นนั้น แม้จะเป็นเรื่องยากและท้าทายที่นำเข้ามาทดลองปลูกในบ้านเราแต่ก็ไม่เกินความ สามารถของชาวนารุ่นใหม่อย่าง สุทิน ที่มีจิตใจที่มุ่งมั่น ขยันเรียนรู้ ปรับตัวไม่หยุดและทำเต็มที่ เพื่อพัฒนาการปลูกข้าวให้มีคุณภาพสูง

ด้วยจากความขยันคิด ขยันทำ เชื่อหรือไม่ผลลัพธ์ ที่ออกมาจึงสร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 100 ล้าน... เห็นไหมชาวนาก็รวยได้
Read more ...

ผ่ากลยุทธ์โรงสี "เกริก" ครบเครื่องเรื่อง..."ข้าวญี่ปุ่น"

25.10.57
 
updated: 20 ม.ค. 2557 เวลา 16:30:23 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ความนิยมบริโภคอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีในเมืองไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมนูข้าวปั้นหรือซูชิชนิดต่าง ๆ ที่วางขายทั้งในภัตตาคารหรูและร้านอาหารทั่วไป วัตถุดิบสำคัญก็คือข้าวญี่ปุ่นนั่นเอง

ปัจจุบันประเทศไทย สามารถที่จะปลูกข้าวพันธุ์ญี่ปุ่นสำหรับบริโภคภายในประเทศได้แล้วจำนวนหนึ่ง และยังสามารถเปิดตลาดส่งออกไปยังไต้หวัน เกาหลีได้อีกด้วย

แต่...ใช่ว่าเราจะปลูกข้าวญี่ปุ่นกันได้ทุกที่ทุกฤดู เพราะพันธุ์ข้าวญี่ปุ่นมีลักษณะเฉพาะตัว และต้นทุนค่อนข้างสูง แหล่งที่มีการปลูกและได้ผลผลิตดียังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือเป็นหลัก เพราะมีสภาพภูมิอากาศที่ใกล้เคียงญี่ปุ่น อาทิ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา

"สุทิน กองทอง" ประธานชมรมผู้ผลิตข้าวญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย และเจ้าของโรงสีเกริก ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ที่หมู่ 12 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงรายบอกว่า โรงสีเกริกทำธุรกิจค้าข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมนิล เพื่อจำหน่ายในประเทศ และผลิตข้าวหอมมะลิแดง ข้าวเหนียวดำปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก โดยผ่านบริษัทส่งออกต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2545

และได้เริ่มเข้าสู่ธุรกิจข้าวญี่ปุ่นอย่างจริงจังเมื่อปี 2550 เนื่องจากความนิยมบริโภคอาหารญี่ปุ่นมีปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตลาดข้าวญี่ปุ่นในเมืองไทยมีความต้องการประมาณ 8,000-10,000 ตันต่อปี ซึ่งการผลิตยังไม่พอกับความต้องการของตลาดในบางช่วงเวลา เช่น ช่วงเดือนกุมภาพันธ์, มีนาคม และเมษายนของทุกปี

ในส่วนของผู้ผลิตข้าวญี่ปุ่นในประเทศไทยนั้น เมื่อก่อนมีเพียง 3-4 ราย แต่ตอนนี้มีประมาณ 11 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, เชียงใหม่, พะเยา และลำพูน ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายจะมีคู่ค้าของตนเองอยู่แล้ว

ล่าสุดนี้ได้มีการรวมตัวกันก่อตั้งเป็น "ชมรมผู้ผลิตข้าวญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย" โดยอยู่ระหว่างการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและการตลาดร่วมกันรับการเปิดเออีซี เพราะตั้งแต่ต้นปี 2556 เริ่มมีผู้นำเข้าข้าวญี่ปุ่นจากประเทศเวียดนามเข้ามาตีตลาด ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณภาพต่ำกว่าข้าวญี่ปุ่นที่ผลิตในเมืองไทย แต่ราคาค่อนข้างต่ำ ทำให้การแข่งขันในตลาดกลางและล่างรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะตลาดล่าง (ร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป, ร้านข้าวปั้นซูชิ) ได้หันมาใช้ข้าวญี่ปุ่นจากเวียดนามมากขึ้น และทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาดในบางช่วง

ในฐานะผู้คร่ำหวอดกว่า 30 ปีในวงการผลิตและค้าข้าวมาตั้งแต่ปี 2526 จากพนักงานส่งออกข้าว กระทั่งผันตัวเองมาเป็นเจ้าของกิจการโรงสีข้าว โดยเป็นลูกค้าอีกรายที่ใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

"สุทิน" ให้ความรู้ว่า พันธุ์ข้าวญี่ปุ่นที่สามารถปลูกได้ในเมืองไทยมี 2 สายพันธุ์ คือ 1.พันธุ์ซาซานิชิกิ (Sasanishiki) เมล็ดป้อมสั้น เหนียว ไม่ร่วน ซึ่งนิยมนำไปทำข้าวปั้นหรือซูชิ และ 2.พันธุ์อะคิตะโคมาชิ (Akitakomashi) สามารถปลูกได้ทั้งนาปรังและนาปี

"การปลูกข้าวญี่ปุ่นผมบอกได้เลยว่าปราบเซียน ถ้าทำสเกลใหญ่จะลำบากมากพอเกี่ยวข้าวแล้วจะต้องรีบอบหรือตากให้แห้งภายใน 24 ชั่วโมง การปลูกจะต้องดูแลละเอียดยิบปัญหาโรคและแมลงก็เยอะ ต้นทุนก็สูง ตอนนี้อากาศบ้านเราแปรปรวน ในแง่การผลิตยากมาก ก่อนหน้านี้เคยมีนักการเมืองและกลุ่มทุนใหญ่เคยทำในสเกลใหญ่มาแล้วรับมือไม่ไหว จึงล้มเลิกกิจการไปแล้ว"

ทั้งนี้ จุดแข็งของโรงสีเกริก คือ ใช้วิธีทำนาแบบครบวงจร (Contract Farming) โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวญี่ปุ่น ปุ๋ย-ยา และมีนักวิชาการเป็นพี่เลี้ยงคอยให้ความรู้กับเกษตรกร รวมทั้งประกันราคารับซื้อผลผลิตคืนทั้งหมด

ปัจจุบัน บริษัทมีพื้นที่ปลูกประมาณ 4 พันไร่ เกษตรกร 500-600 ราย กำลังการผลิตรวม 1,500-2,000 ตันข้าวสารต่อปี ซึ่งเกษตรกรที่มีความรู้ดีแล้วจะมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 800-1,200 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับข้าวหอมมะลิที่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่อยู่ที่ 600-700 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 40-42 บาท/กิโลกรัม

การตลาดส่วนใหญ่ใช้วิธีขายส่งภายในประเทศ และอีกประมาณร้อยละ 5 ส่งออกผ่านโบรกเกอร์นำไปทำข้าวถุงส่งห้างโมเดิร์นเทรด เช่น บิ๊กซี, แม็คโคร ภายใต้แบรนด์ของผู้ซื้อในกรุงเทพฯ มียอดขายปีละประมาณ 60-80 ล้านตัน

สำหรับผลประกอบการในภาพรวมประมาณ 120 ล้านบาท โดยมียอดขายข้าวญี่ปุ่น 60-80 ล้านบาท

แม่ทัพโรงสีเกริกบอกว่า ตอนนี้เรื่องแรงงานเป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนที่ทำนาอายุ 40 ปีอัพทั้งนั้น จึงต้องหาวิธีการลดต้นทุนและเร่งคุณภาพให้ดีขึ้น เพื่อเป็นจุดแข็งให้กับสมาชิก ซึ่งพยายามจะไปเอาเทคนิคการเพาะปลูกมาจากภาคกลางทั้งวิธีทำนาโยน นาหยอด นาหว่าน เพื่อมาทดแทนนาดำ เพราะแนวโน้มแรงงานมีแต่จะหมดไปเรื่อย ๆ

ที่สำคัญในตอนนี้กำลังเฟ้นและบ่มเพาะเกษตรกรพันธุ์ใหม่ "หัวไว ใจสู้" เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญการปลูกข้าวญี่ปุ่นให้มีคุณภาพ และเป็นครูสอนเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้ต่อยอดธุรกิจโดยนำรำข้าวหอมนิลและข้าวญี่ปุ่นมาสกัดเย็น เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม/บำรุงผิว เช่น สบู่ ซีรั่ม และอาหารเสริมภายใต้แบรนด์ถาดทอง ซึ่งรำข้าวญี่ปุ่นมีวิตามินอีสูงมากถึง 4 เท่าของข้าวหอมมะลิ

ความครบเครื่อง ครบวงจรเช่นนี้ ต้องยกให้โรงสีเกริกแห่งเมืองเชียงราย
Read more ...

การเสียบยอดกิ่งหม่อน

24.10.57
1. เตรียมกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอให้มีขนาดกิ่งที่ใกล้เคียงกัน

2. เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปลิ่มยาว 1 ข้าง

3. ฝั่งตรงข้าม เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปลิ่มสั้น 1 ข้าง

4. บากแผลตามรูป  ความยาวของแผลให้เท่ากับแผลยาวของกิ่งพันธุ์ดี

 5. บากแผลตามรูป ความยาวของแผลให้เท่ากับแผลยาวของกิ่งพันธุ์ดี

 6. นำกิ่งทั้งสองมาทาบกัน โดยที่ให้เปลือกของกิ่งทั้งคู่ แนบติดกันทางด้านใดด้านนึง

 7. พันเทปหรือใช้เชือกฟางมัดกิ่งทั้งสองให้แน่น


8. นำถุงพลาสติกคลุม เพื่อลดอัตราการคายน้ำค่ะ เจาะรูนิดนึงเพื่อระบายความร้อนด้วย


หัวใจสำคัญของการเสียบกิ่งมีดังนี้
- แผลที่ปาดต้องเรียบไม่ช้ำ
- แผลต้องสะอาดและทำอย่างรวดเร็ว
- แผลที่ต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี จะต้องแนบสนิท เวลาพันผ้าพลาสติกแล้วต้องแนบสนิทไม่เห็นช่องว่าง
- การเสียบกิ่ง ต้องให้เปลือกข้างนึงของต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีแนบสนิทกัน ส่วนเปลือกอีกข้างเหลื่อมกันได้ เน้นข้างใดข้างนึง
- ผ้าเทป พันจากล่างขึ้นบน เพื่อป้องกันน้ำเข้า แต่ถ้าไม่มี สามารถใช้เชือกฟางแทนได้แล้วก็ใช้ถุงครอบกิ่งพันธุ์ดีเอาไว้ เพื่อลดอัตราการคายน้ำ กิ่งพันธุ์ดีจะฟื้นตัวได้เร็ว
- ทุกครั้งที่ทำ ไม่ใช่ว่าจะเสียบติดทุกกิ่งนะคะ ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง นอกจากฝีมือแล้ว ก็ยังมีสภาพภูมิอากาศ ความแข็งแรงของต้นตอและกิ่งพันธุ์เป็นตัวแปรสำคัญเหมือนกัน


ที่มา บ้านสวนหม่อนน้อย เกษตรพึ่งพาตัวเอง
Read more ...

เทคนิคการปลูกไม้ผลในภาชนะ

24.10.57
 
 
 
จัดทำโดย admin เมื่อ 24 ต.ค.2557

โดย http://research.rae.mju.ac.th/raebase/index.php/knowledge/2012/488-katang

ในอดีตที่ผ่านมาการทำเกษตรกรรม การปลูกพืช หรือการเลี้ยงสัตว์ ล้วนแต่ทำเพื่อพออยู่พอกิน เหลือก็เอาไปขายซื้อสิ่งของอย่างอื่นที่ในพื้นที่ของตัวเองไม่มี ประกอบกับประชากรในประเทศยังมีไม่มากเหมือนปัจจุบัน ครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่ถือครองอย่างน้อย 10 ไร่ขึ้นไป

แต่ในปัจจุบันประชากรในประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ พื้นที่ทางการเกษตรหรือพื้นที่ถือครองลดน้อยถอยลง และกลายเป็นบ้านจัดสรรไปก็มาก พื้นที่ในบริเวณบ้านที่จะปลูกไม้ผลไว้รับประทานก็แทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ผักผลไม้ต้องซื้อหาแทบทั้งนั้น เกษตรกรผู้ผลิตผักผลไม้ก็ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช อย่างไม่ระมัดระวังและเกินความจำเป็น ทำให้ประชาชนทั่วไปที่บริโภคได้รับสารเคมีเหล่านั้นตกค้าง ต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บและต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการรักษา และรัฐต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลในการนำเข้ายารักษาโรค ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องช่วยกันทำให้บ้านเรามีอากาศที่บริสุทธิในการหายใจ มีผลไม้ไว้รับประทานและใช้ประดับไว้บริเวณบ้าน มีผักที่ปลอดภัยจากสารเคมีไว้บริโภคในครัวเรือน ประหยัดรายจ่ายตามแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง และที่สำคัญยังสร้างบรรยากาศในครอบครัวให้รักใคร่กลมเกลียวในการชื่นชมผลผลิต ดอกและผลที่ได้ร่วมกันปลูก

ประโยชน์ของการปลูกไม้ผลในภาชนะ
- เจริญเติบโตได้เร็วกว่าปลูกลงดิน เพราะดินปลูกมีความร่วนซุย และ โปร่ง
- ใช้พื้นที่น้อย
- ให้ผลผลิตเร็ว
- ดูแลรักษาด้านโรค แมลง วัชพืช และการห่อผลง่าย
- บังคับออกดอกติดผลได้
- ควบคุมคุณภาพ และรสชาติได้ ดีกว่าปลูกลงดิน
- สามารถเคลื่อนย้าย หรือยกขายทั้งภาชนะได้
- ใช้เป็นไม้ประดับภายในบ้าน
- สร้างบรรยากาศภายในครอบครัว
- ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ มลภาวะ คายออกซิเจน และลดโลกร้อน

ชนิดของไม้ผลที่ปลูกในภาชนะ
ลำไย มะม่วง ลิ้นจี่ ส้ม ส้มโอ มะนาว ขนุน น้อยหน่า มะปราง มะยงชิด ละมุด มะละกอ กล้วย มะดัน ชมพู่ ลองกอง เงาะ มังคุด ทุเรียน เชอร์รี่ มะขาม มะไฟ มะเฟือง ฯลฯ

ภาชนะที่ใช้ปลูก
- วัสดุที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้ว เช่น ปีบ กะละมัง ถังน้ำ ตุ่มใส่น้ำ ตุ่มกรองน้ำ หม้อต่างๆ ยางรถยนต์ ฯลฯ - กระถางพลาสติก กระถางดินเผา กระถางโอ่งมังกรราชบุรี วงบ่อซีเมนต์ ฯลฯ

วัสดุปลูก
- ดินดำ(หน้าดิน) 1 ส่วน
- แกลบดิบ  2 ส่วน
- มูลวัว, ควาย 1 ส่วน

การปลูกไม้ผลในวงบ่อซีเมนต์
ระยะปลูกตั้งแต่ ระยะระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร ขึ้นไป ( 1 ไร่จะปลูกได้ 133 ต้น) บ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ใช้ฝาวงบ่อซีเมนต์วางลงบนพื้นปรับให้เรียบ เอาวงบ่อวงซีเมนต์วางทับบนฝา จากนั้นผสมดิน 1 ส่วน แกลบดิบ (เปลือกข้าว) 2 ส่วน และปุ๋ยคอก 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในวงบ่อซีเมนต์ เหลือขอบวงบ่อซีเมนต์ไว้ประมาณ 3 นิ้ว นำไม้ผลลงปลูก และรดน้ำ ปักไม้ผูกเชือกลำต้นกันลมโยก เป็นอันว่าเสร็จกระบวนการ

การใช้วัสดุคลุมดินในการปลูกไม้ผลในภาชนะ

7ประโยชน์ของวัสดุคลุมดิน
- ประหยัดน้ำ และประหยัดแรงงานในการให้น้ำ ปกติการปลูกไม้ผลในภาชนะต้องรดน้ำวันเว้นวัน ถ้าหาก ใช้วัสดุคลุมหน้าดิน 4 วันรดน้ำ 1 ครั้ง เนื่องจากการระเหยของน้ำจากแสงแดด
- ป้องกันวัชพืช และประหยัดแรงงานในการกำจัดวัชพืช วัชพืชไม่ได้รับแสงจึงไม่สามารถงอกได้
- เพิ่มธาตุอาหาร และประหยัดเงินในการซื้อปุ๋ย เมื่อวัสดุคลุมหน้าดินโดนน้ำมีความชื้น จะทำให้การย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ได้เร็ว
- ไม่เกิดมลภาวะในการเผาทำลาย

วัสดุคลุมดิน
ได้แก่ ฟางข้าวแห้ง หญ้าแห้ง ชังข้าวโพดแห้ง กิ่งไม้บดแห้ง แกลบ (เปลือกข้าว) ผักตบชวาแห้ง เศษผัก เศษอาหาร พืชตะกุลถั่ว มูลวัว กากแอปเปิ้ล ฟางข้าวสาลี กระดาษ ขี้เลื่อย กาแฟบด เปลือกไม้ ขยะผลไม้ มูลสัตว์ปีกสด มูลม้า หนังสือพิมพ์ ใบสน มูลที่เน่าเปื่อย ใบไม้แห้ง(ใบจามจุรี หรือใบก้ามปู ดีที่สุด มีไนโตรเจน 3.25 เปอร์เซ็นต์)

การปลูกไม้ผลในวงบ่อซีเมนต์ร่วมกับพืชผัก
ในระหว่างไม้ผลเจริญเติบโต และยังไม่ให้ผลผลิต เราควรจะใช้พื้นที่ในวงบ่อซีเมนต์ให้เกิดประโยชน์ โดยการปลูกพืชผักในวงบ่อซีเมนต์ ไว้บริโภคในครัวเรือน และยังทำไปจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ชนิดพืชผักที่สามารถปลูกร่วมกับไม้ผลได้ เช่น ผักกวางตุ้ง ผักฮ่องเต้ คะน้า กะหล่ำ ผักบุ้งจีน มะเขือ กระเจี๊ยบ กระเพรา โหรพา สละแหน่ ผักไผ่ คื่นฉ่าย ผักชี พริก ฯลฯ

การปลูกไม้ผลในวงบ่อซีเมนต์

ระยะปลูกตั้งแต่ ระยะระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร ขึ้นไป ( 1 ไร่จะปลูกได้ 133 ต้น) บ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ใช้ฝาวงบ่อซีเมนต์วางลงบนพื้นปรับให้เรียบ เอาวงบ่อวงซีเมนต์วางทับบนฝา จากนั้นผสมดิน 1 ส่วน แกลบดิบ (เปลือกข้าว) 2 ส่วน และปุ๋ยคอก 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในวงบ่อซีเมนต์ เหลือขอบวงบ่อซีเมนต์ไว้ประมาณ 3 นิ้ว นำไม้ผลลงปลูก และรดน้ำ ปักไม้ผูกเชือกลำต้นกันลมโยก เป็นอันว่าเสร็จกระบวนการ

ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์พิชัย สมบูรณ์วงศ์ นักวิชาการเกษตร ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. 053-873938-9 ในวันและเวลาราชการ
Read more ...

“มัลเบอร์รี่ใหม่” หวานกลิ่นสตรอเบอร์รี่

12.9.57
โดย นายเกษตร 8 ส.ค. 2557 05:01

มัลเบอร์รี่ใหม่ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักดีคือ หม่อน ชนิดนี้ เป็นสายพันธุ์จากประเทศไต้หวัน ได้รับการคัดพันธุ์ว่าดีที่สุด และถูกนำเข้ามาปลูกขยายพันธุ์ในประเทศไทยบ้านเราหลายปีแล้ว สามารถเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูง ผลดกอย่างสม่ำเสมอ มีชื่อเฉพาะว่า MURUS MACROURA ขนาดต้น สูง 2.5-3 เมตร ใบเดี่ยว ออกสลับ รูปรีกว้าง ปลายแหลม โคนมนและเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ยอดอ่อนเป็นสีเขียวนำไปแปรรูปเป็นใบชาชงน้ำร้อนดื่มมีกลิ่นหอมรสชาติดีมาก

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ “ผล” เป็นช่อยาว 13-15 ซม. กว้าง 1.2 ซม. แต่ละช่อมีผลย่อยเรียงเบียดกันหนาแน่น ภายในผลมีเมล็ด ใน 1 กระจุกจะมีช่อผลเป็นกลุ่ม 7-10 ช่อ ช่อผลใหญ่และยาวกว่าช่อผลมัลเบอร์รี่ หรือหม่อนไทยอย่างชัดเจน ขณะช่อผลยังอ่อนจะเป็นสีเขียว รสเปรี้ยวเล็กน้อย เมื่อผลสุกเป็นสีแดงเข้มถึงสีดำ รสหวานจัด รับประทานอร่อยมาก มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นสตรอเบอร์รี่

มัลเบอร์รี่ใหม่ ของไต้หวันชนิดนี้ปลูกได้ในดินทั่วไป ปลูกลงดินควรห่างกัน 1 เมตร คูณ 1 เมตร ให้น้ำวันเว้นวัน ปลูกลงกระถางขนาดใหญ่สามารถให้ผลผลิตได้ หากต้องการให้ติดผลทั้งปี ผู้ปลูกจะต้องรูดใบแก่ทิ้งเพื่อให้แตกใบใหม่และจะมีดอกและติดผลได้ทันที ซึ่ง “มัลเบอร์รี่ใหม่” ของไต้หวันกำลังนิยมปลูกและนิยมรับประทานอย่างแพร่หลายในเวลานี้ สามารถนำไปแปรรูปได้หลายอย่าง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง

ปัจจุบัน “มัลเบอร์รี่ใหม่” ของไต้หวัน มีต้นขายที่ งานไทยแลนด์ เบส ช็อปปิ้ง แฟร์ ฮอลล์ 7 เมืองทองธานี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ส.ค.57 “ร้านสวนสุโขทัย” โทร.08-9790-1057 และที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”
Read more ...

"มัลเบอร์รี่ยอดนิยม" ผลหวานหอมอร่อย

12.9.57
โดย นายเกษตร 13 มี.ค. 2557 05:00

มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อน ที่ได้รับความนิยมปลูกอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ “ไวท์มัลเบอร์รี่” หรือ MORUS MACROURA มีถิ่นกำเนิดจากประเทศ บังกลาเทศ ต้นสูง 2.5-3 เมตร ติดผลดก ผลมีขนาดใหญ่และยาวกว่าผลของหม่อนหรือ “มัลเบอร์รี่” พื้นเมืองอย่างชัดเจน ซึ่งผลอ่อน ของ “ไวท์มัลเบอร์รี่” เป็นสีเขียว รสชาติหวานเล็กน้อย ไม่เปรี้ยว ผลมีขนาดใหญ่คือ ยาว 8–10 ซม. เมื่อสุกเป็นสีขาวอมเหลือง รสชาติหวานจัดมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นน้ำผึ้งรับประทานอร่อยมาก สามารถปลูกในบ้านเราได้ดี ปลูกลงกระถางติดผลได้ หากปลูกลงดินควรให้น้ำน้อยจะติดผลไม่ขาดต้น

อีกชนิดหนึ่ง คือ “มัลเบอร์รี่ลูกผสม” เคที 1 หรือ MORUS HYBRID นำเข้าจาก ประเทศไต้หวัน ปลูกเติบโตได้ดีในสภาพอากาศบ้านเรา เป็นพันธุ์ที่มีต้นแคระ สูงเต็มที่ไม่เกิน 1 เมตร แตกกิ่งก้านห้อยย้อยลง ผลมีความยาว 4–6 ซม. ผลเป็นสีแดงและแดงเข้ม เมื่อผลสุกเต็มที่จะเป็นสีดำ เหมือนกับสีของผลหม่อนหรือ “มัลเบอร์รี่” พันธุ์พื้นเมืองที่นิยมปลูกทั่วไป แต่ขนาดผลจะใหญ่และยาวกว่า รสชาติขณะผลสุกจะหวานสนิทไม่มีเปรี้ยวเจือปนเลย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รับประทานอร่อยไม่แพ้ชนิดแรก ซึ่ง “มัลเบอร์รี่ลูกผสม” เคที 1 จะให้ผลผลิตสูง ติดผลดกสีสันสวยงามยิ่งนัก  สามารถปลูกลงกระถางขนาดเล็กติดผลดกได้ ใบอ่อนเด็ดไปตากแห้งทำเป็นใบชาชงดื่ม มีกลิ่นหอมรสชาติดี เป็นที่นิยมทั่วไป จัดเป็นสายพันธุ์ที่ทนต่อโรคแมลงทุกชนิด “มัลเบอร์รี่” ทั้ง 2 ชนิด ถ้า ต้องการให้ติดผลทั้งปี ให้รูดใบแก่ทิ้ง เมื่อแตกใบใหม่จะมีดอกและติดผลทันที

ใครต้องการต้น “มัลเบอร์รี่” ทั้ง 2 ชนิด ติดต่อ “ร้านสวนสุโขทัย” โทร.08–9790–1057 หรือไปซื้อที่ งานเกษตรแฟร์ ม.เกษตรฯ บางเขน กทม. วันที่ 22–30 มี.ค.57 ที่ “ร้านสวนสุโขทัย” โซน เจ 204–207 และที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 21 แผง “คุณพร้อม- พันธุ์” ราคาสอบถามกันเองครับ.
Read more ...

ผลไม้ตระกูล เบอรี่ไทย หลากประโยชน์ช่วยปกป้องหัวใจ

21.7.57
 
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2556

ในปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า ผลไม้ในกลุ่มของเบอรี่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านม ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิตในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้เบอรี่ยังช่วยบำรุงสมองและความจำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง และที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากคือ เบอรี่สามารถต้านชราได้
   
ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อนึกถึงผลไม้ในกลุ่มเบอรี่ทั้งหลาย คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่ผลไม้ที่มีชื่อลงท้ายด้วยเบอรี่ เช่น สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ เชอรี่ ราสเบอรี่ แครนเบอรี่ แบล็กเบอรี่ โดยที่จะมองข้ามในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของเรา ซึ่งในประเทศไทยก็มีผลไม้ในกลุ่มเบอรี่อยู่มากมาย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยได้มีการนำมาศึกษาวิจัยทดลองให้ผลสนับสนุนแล้วว่ามีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผลไม้กลุ่มเบอรี่ของต่างประเทศเลย
 
ผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่ที่เป็นผลไม้ไทย ก็ได้แก่ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่เมื่อสุกจะมีผลสีม่วงเข้มจนถึงดำคล้ายองุ่นรสชาติจะออกหวานและมีรสฝาดเล็กน้อย นิยมนำมาทำแปรรูปเป็นน้ำลูกหว้า เยลลี่ และแยม สารที่มีอยู่ในลูกหว้าจะเป็น สารกลุ่มแอนโธไซยานิน (ไซยานิดิน) กรดเอลลาจิก กรดเฟอรูลิก ซึ่งสารกลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งโดยพบว่า สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านมได้
 
ชนิดต่อมาคือ มะเกี๋ยง พบมากทางตอนเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา และน่าน โดยผลจะคล้ายคลึงกันกับลูกหว้า แต่มีขนาดที่เล็กกว่าและมีสีออกม่วงแดง ส่วนรสออกเปรี้ยวมากกว่าลูกหว้า จากการศึกษาพบว่า ผลของมะเกี๋ยง มีสารพฤกษเคมีที่สำคัญอยู่หลายตัว เช่น สารประกอบฟีนอลิก ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
 
“จากการทดสอบหาค่าของสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในอาหารแต่ละชนิดที่เรียกว่า The ORAC test หรือ Oxygen Radical Absorbance Capacity ซึ่งเป็นค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหาร อาหารที่มีค่า ORAC สูงสามารถปกป้องเซลล์และองค์ประกอบของเซลล์ให้ปลอดภัยจากการถูกทำลายเสียหายจากกระบวนการออกซิเดชัน ซึ่งมะเกี๋ยงเป็นผลไม้ที่มีค่า ORAC สูง ส่งผลให้ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และชะลอความเสื่อมของร่างกาย”
 
มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่เช่นกัน ลักษณะเป็นผลสีเขียว จัดเป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้มาอย่างยาวนาน รสชาติออกเปรี้ยวฝาด ๆ ตามตำราแพทย์พื้นบ้านจะนิยมนำมารักษาอาการไข้หวัด แก้เจ็บคอ ละลายเสมหะ
 
เมื่อศึกษาดูสารที่มีอยู่ในมะขามป้อมแล้วพบว่า มะขามป้อมมีปริมาณของวิตามินซีสูง โดยในผลมะขามป้อม 1 ผลจะมีวิตามินซีมากกว่าส้ม 2 ลูก และยังพบสารพฤกษเคมีอื่น เช่น สารกลุ่มแทนนิน เบนซินอยด์ เทอร์ปีน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ คูมาริน ที่มีส่วนช่วยในการลดการอักเสบของร่างกาย สามารถช่วยลดการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย
 
นอกจากนี้ยังพบว่า การรับประทานมะขามป้อมเป็นประจำจะช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือแอลดีแอล รวมถึง ไตรกลีเซอไรด์ จึงถือว่า เป็นการป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาถึงแนวคิดว่า สารสกัดจากมะขามป้อมจะช่วยลดการเกิดเซลล์มะเร็งโดยสามารถลดการเกิดเซลล์มะเร็งได้แล้วในสัตว์ทดลอง
 
ในส่วนของ ลูกหม่อน ปัจจุบันมีการนำเอาผลมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยผลสุกของลูกหม่อนจะมีสีออกม่วงแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เมื่อเปรียบเทียบกับบลูเบอรี่ที่เป็นที่นิยมในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระแล้วลูกหม่อนของไทยหากเทียบในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน จะพบว่า ลูกหม่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าบลูเบอรี่ 2-3 เท่า ซึ่งสารที่พบ คือ สารในกลุ่มโพลีฟีนอล แอนโทไซยานิน และเรสเวอราทอล สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง
 
“ลูกหม่อนเป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันที่จำเป็น คือ โอลิอิกและไลโนลิอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ในระบบประสาทและสมองช่วยให้ความจำดีขึ้น ยังมีการศึกษาว่า สารสกัดจากลูกหม่อนช่วยควบคุมความหิวทำให้ช่วยควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังมีการนำเอาใบหม่อนมาทำเป็นชา โดยพบว่า การดื่มชาใบหม่อนเป็นประจำจะช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้”
 
ผลไม้ไทยชนิดต่อมา คือ มะยม เป็นผลไม้รสเปรี้ยว นิยมนำมารับประทานโดยการนำมาทำตำมะยม ใส่ในน้ำพริกเพื่อให้ออกรสเปรี้ยว และปัจจุบันนิยมนำมาทำเป็นแยมส่งออกต่างประเทศ เพราะมะยมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น สารในกลุ่มแทนนินที่ช่วยต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง ช่วยลดการเกิดการอักเสบในร่างกาย
 
รวมทั้งมีใยอาหารสูงช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติและลดการสะสมของของเสียในลำไส้ ทั้งนี้ เนื่องจากใยอาหารในมะยมมีทั้งชนิดที่ไม่ละลายน้ำและละลายน้ำ โดยใยอาหารที่ละลายน้ำจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลจึงช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มีการใช้มะยมในผู้ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังจากได้รับประทานมะยมแล้วจะมีอาการดีขึ้น
 
ดร.ฉัตรภา กล่าวต่อว่า มะเม่าหรือหมากเม่า จัดเป็นผลไม้ไทยในตระกูลเบอรี่ที่พบมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ทำไวน์ และแยม มะเม่านอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงเหมือนกับผลไม้ในตระกูลเบอรี่ทั้งหลายแล้ว มะเม่ายังมีแร่ธาตุเหล็กสูงซึ่งทางตำรายาไทยจะใช้รักษาภาวะโลหิตจางและบำรุงเลือด
 
รวมไปถึง โทงเทงฝรั่งหรือเคพกูสเบอรี่ ผลไม้ขนาดเล็กสีเหลืองทอง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานมีกลิ่นหอมเฉพาะ เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกันกับมะเขือ โดยข้างในผลจะมีเมล็ดเล็ก ๆ อยู่มากมาย สารอาหารสำคัญที่พบ คือ เบต้าแคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายจึงช่วยในเรื่องการมองเห็น ทำให้ผิวพรรณดี นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มไฟโตรสเตอรอลที่ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกายส่งผลให้ลดระดับคอเลสเตอรอลส่วนเกิน และบริเวณเปลือกของโทงเทงฝรั่งยังมีใยอาหารประ เภทเพคตินที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น
 
มาที่ เชอรี่ไทย ผลไม้สีแดงสด รสเปรี้ยว มีกลิ่นหอม ในหนึ่งลูกจะแบ่งออกเป็น 3 พู นิยมนำมาแปรรูปเป็นไอศกรีม เชอร์เบท แยม สารที่มีอยู่ในเชอรี่ไทย คือ สารในกลุ่มแอนโธไซยานินมีส่วนช่วยในการลดการอับเสบ การเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารกลุ่มแอนโธไซยานินเป็นประจำจะมีอารมณ์ดี และรู้สึกกระปรี้กระ เปร่า ยังมีการใช้เชอรี่ไทยในผู้ที่มีอาการท้องผูกเพื่อเป็นตัวที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี
 
ผลไม้เบอรี่ไทยอีกชนิดหนึ่งก็คือ ตะขบ เป็นต้นไม้ที่ขึ้นง่ายพบได้ทั่วไปในบริเวณทุกภาคของประเทศไทย ตะขบถือว่าเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูงชนิดหนึ่ง โดยใน 100 กรัมหรือประมาณ 25 ผล จะมีใยอาหารมากกว่า 6 กรัม ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอยู่ที่ 25 กรัม การกินตะขบ 1 ถ้วยเท่ากับได้ปริมาณ 1 ใน 4 ของใยอาหารที่แนะนำแล้ว
 
“จากการศึกษาพบว่า ตะขบมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส นอกจากนี้ ตะขบจะมีสารที่ให้สีแดงคือสารไลโคปีน กรดเอลลาจิก แอนโธไซยานิน และกรดแกลลิก ที่ช่วยทำให้ระบบการทำงานของต่อมลูกหมากดีขึ้น ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยดูแลหัวใจ นอกจากนี้ แพทย์แผนไทยยังใช้ตะขบในการรักษาอาการไข้ และเป็นยาบำรุงกำลังอีกด้วย”
 
หลังจากที่ได้รู้แล้วว่าประเทศไทยเรามีเบอรี่อยู่หลากหลายชนิด และแต่ละชนิดล้วนมีคุณประโยชน์มากมาย ดังนั้น การหันมารับประทานเบอรี่ไทย จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ เพื่อที่จะได้มีสุขภาพดี มีหัวใจที่ดี ในแบบวิถีไทยนั่นเอง.

................................

รูปแบบการรับประทานผลไม้ตระกูลเบอรี่

ในช่วงวัยของคนมีความต้องการอาหารและผลไม้ที่มีประโยชน์ เพื่อเข้าไปช่วยเสริมสร้างให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งผลไม้ตระกูลเบอรี่นับเป็นอีกทางเลือกของผลไม้ที่มีประโยชน์ให้เราได้เลือกรับประทานกันในหลายรูปแบบ
   
โดยการ กินผลไม้ตระกูลเบอรี่ที่ผ่านกรรมวิธีในการปรุง จะทำให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระลดลง และการกินในรูปของผลไม้หรือแบบตากแห้ง จะทำให้ได้รับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ ทางที่ดีควรกินแบบสด ๆ จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า.

Read more ...

น้ำขิงช่วยเร่งราก-ใบ ทดแทนฮอร์โมนนำเข้าราคาแพง

21.7.57
ที่มา www.thairath.co.th ฉบับวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๘

ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกนี้ ไทยถือเป็นประเทศ ที่มีความหลากหลาย ของพืชสมุนไพร ไม่แพ้ประเทศอื่นเลย ทว่าการนำมาใช้ประโยชน์นั้น ยังน้อยนิดเหลือเกิน ทั้งที่ความจริงแล้วพืช หรือสมุนไพรชนิดหนึ่งๆ นั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ได้มากกว่าการนำมาบริโภค หรือกินเพียงอย่างเดียว

อย่างเช่น "ขิง" ที่ผู้คนส่วนใหญ่คุ้นกับการใช้เป็นเครื่องเทศแต่งกลิ่นอาหาร เพิ่มรสชาติ หรือดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ฯลฯ ขณะที่ประเทศแถบตะวันตกนำขิงไปทำเบียร์ (Ginger beer) เนื่องจากขิงมีฤทธิ์ร้อน ช่วยขับเหงื่อ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยเจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว.

แต่สำหรับข้อมูลนี้ ที่ทำให้อีกหลายคนได้ทราบว่า จากนี้ไป "ขิง" จะไม่ได้เป็นเพียงแค่สมุนไพร เครื่องเทศที่ใช้ในการประกอบอาหาร ในครัวเท่านั้น หลังจากที่ นายกนก อุไรสกุล อาจารย์คณะวิชาพืชศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา ได้ศึกษาวิจัยและค้นพบว่า ขิงสามารถนำไปช่วยกระตุ้น ให้พืชสร้างรากใหม่ได้เป็นอย่างดี

เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์กนก เล่าความเป็นมาให้ ฟังว่า ปกติพืชแต่ละชนิดจะมี

สารกลุ่มเทอปีน (Terphene) เป็นกลุ่มฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติช่วยในการเจริญเติบโต สร้างเซลล์ แตกราก แตกใบใหม่อยู่แล้ว

ซึ่งได้ทดลองสกัดฮอร์โมนจากพืชหลายชนิด ทั้งพริก แมงลักคา (กะเพราผี) สะเดา ตะไคร้หอม สาบเสือ หนาด ขิง ฯลฯ นำมาเปรียบเทียบกัน ปรากฏว่าน้ำสกัดจากขิงช่วยให้รากของกิ่งไม้ที่ใช้ในการทดลองออกรากเร็ว และปริมาณมากกว่าน้ำสกัดจากพืชชนิดอื่น

ในการทดลองนักวิจัยได้ใช้สารสกัดจากขิงเปรียบเทียบกับฮอร์โมนเร่งราก ที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาดชนิดหนึ่ง โดยใช้กิ่งโกศลจุ่มสารสกัดขิงและฮอร์โมนที่ซื้อมา

จากนั้นนำไปแช่ในขวดเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง ปรากฏว่ากิ่งโกศลทั้งสองออกรากจำนวนมากทั้งสองกิ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างน้ำสกัดขิงกับฮอร์โมนที่ซื้อมา

นอกจากนี้ ยังได้นำไปทดลองฉีดพ่นรากของพืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งมักพบว่าพืชเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเหล่านี้เวลานำออกจากขวดแล้วจะไม่ค่อยโต

แต่ เมื่อลองใช้น้ำสกัดขิงฉีดพ่นไปที่ี่รากพืชเหล่านี้ พบว่าโตเร็วขึ้น ๑-๒ เท่าตัว แถมใบยังเขียวขึ้นด้วย
การทำก็เพียงแค่

สกัดเอาส่วนที่เป็นน้ำใสๆ จากขิงสด (ขิงแก่) ผสมกับน้ำในอัตราส่วน ๕ ซีซี ต่อน้ำ ๑ ลิตร 

นำกิ่งพันธุ์จุ่มก่อนที่จะนำไปปักชำ หรือฉีดพ่นก็ได้ จะทำให้ อัตราการงอกของราก และการแตกใบอ่อนของพืชรวดเร็ว ไม่แพ้สารเคมีราคาแพงเลย ที่สำคัญ ขิงเป็นพืชที่เรารู้จักกันดี หาได้ง่ายในท้องถิ่น เกษตรกรสามารถทำไว้ใช้ในไร่สวนของตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี
Read more ...