แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มัลเบอร์รี่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มัลเบอร์รี่ แสดงบทความทั้งหมด

"ใบหม่อน" ขับสารพิษลดเบาหวาน

17.7.58

โดย นายเกษตร 5 ม.ค. 2555 05:00

“นายเกษตร” ขอมอบสูตรเพื่อสุขภาพแบบธรรมชาติให้ไปปฏิบัติง่ายๆคือ ให้เอา “ใบหม่อน” สด จำนวน 5-6 ใบ ไม่อ่อนและแก่เกินไป ล้างน้ำให้สะอาด ปั่นกับน้ำสะอาด 2 แก้ว จนละเอียดแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางเอาเฉพาะน้ำ แบ่งดื่มวันละ 2 เวลา ตอนไหนก็ได้ จะช่วยขับสารพิษจากร่างกายและลดเบาหวานได้ สามารถทำรับประทานได้ตลอดไม่มีอันตรายอะไร สูตรนี้เป็นสูตรธรรมชาติ นิยมมากในปัจจุบัน

หม่อน หรือ MORUS ALBA LINN. อยู่ในวงศ์ MORACEAE มีต้นขายทั่วไปที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ประโยชน์ทางอาหาร ยอดอ่อน ลูกอ่อน ต้มส้มปลาสด ลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก สรรพคุณทางยา ใบรสฝาดขมเล็กน้อย ต้มดื่มต่างน้ำชาแก้ไอ ตัวร้อน แก้กระหายน้ำ แก้เจ็บคอ ระงับประสาท ต้มน้ำล้างตาแก้ตาแดง ตาแฉะ ตาฝ้าฟาง ดื่มลดน้ำตาลในเลือดหรือเบาหวานได้ ดื่มประจำบำรุงผิว แก้อาการปวดศีรษะ ตาลาย เวียนศีรษะ ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต ผล กินทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต แก้ผมหงอกก่อนวัย ช่วยให้นอนหลับ ระบายท้อง แก้โรครูมาติก ประโยชน์อย่างอื่น ใบใช้เลี้ยงตัวไหม ปลาดุก ทำใบชาหม่อน ทำแยม และไวน์ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
Read more ...

ใบหม่อน อาชีพเสริมมีแต่กำไร

17.7.58

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ม.ค. 2558 05:01

นายดิเรก สังข์ศร ผอ.ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ กรมหม่อนไหม จ.ชัยภูมิ บอกว่า ขณะนี้พื้นที่แถบภาคอีสานหลายแห่งเริ่มเข้าสู่สภาวะแห้งแล้ง ขาดน้ำจนชาวบ้านบางรายไม่สามารถปลูกต้นหม่อน เพื่อเก็บใบไปเป็นอาหารเลี้ยงหนอนไหมได้ บางรายต้องไปหาซื้อกับเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ใบหม่อนจากเดิมราคา 5 บาท/กก. ขยับเพิ่มมาในราคา 8-10 บาท/กก.

และปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นประจำทุกปี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯจึงรวบรวมพันธุ์หม่อน 50 สายพันธุ์ ปลูกทดลองในพื้นที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งพันธุ์หลักได้แก่ ใบหม่อนพันธุ์คุณไพร ลักษณะเด่นจะแตกยอดไว, บุรีรัมย์ 60 ให้ผลผลิตสูง สามารถตัดแต่งกิ่ง 4 ครั้ง/ปี หากให้น้ำมาก จะแตกยอดไว ได้ผลผลิต 4,700 กก./ไร่, ใบหม่อนพันธุ์สกลนคร เป็นพันธุ์ทนแล้ง เนื้อใบหนา ร่วงช้า ซึ่งทั้ง 3 สายพันธุ์ สามารถนำไปปลูกได้ทุกสภาพอากาศ

นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ปลูกใบหม่อนพันธุ์เชียงใหม่ สายพันธุ์นี้ปลูกเพื่อเก็บผล นำมาแปรรูปทำแยม และน้ำพร้อมดื่ม ซึ่งขณะนี้ตลาดมีความต้องการสูง โดย เฉพาะในจังหวัดชัยภูมิ ชาวบ้านรวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างนิยมบริโภคน้ำหม่อนกันมาก ทำให้ราคาลูกหม่อนขณะนี้อยู่ที่ 330 บาท/กก. โดยหม่อนพันธุ์เชียงใหม่ แม้จะนำมาปลูกในภาคอีสาน แต่ก็ให้ผลผลิตมาก ไม่ต่างจากหม่อนปลูกในเชียงใหม่

นายดิเรก บอกว่า การปลูกใบหม่อนขายเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้ไม่น้อย เพราะแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ปุ๋ยเคมียาฆ่าแมลงไม่ต้องใช้ เพราะถ้าเอาไปเป็นอาหารเลี้ยงหนอนไหมจะตายได้ เกษตรกรทำแค่เพียงตัดแต่งกิ่ง ให้น้ำ ใส่ปุ๋ยคอกไม่ต้องมาก

ปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถเก็บใบหม่อนขายสร้างรายได้ปีละ 40,000 บาท และยังสามารถเก็บลูกหม่อนขายได้อีกปีละ 6,000 บาท ที่สำคัญยังเป็นอาชีพที่แทบไม่มีคู่แข่ง เพราะคนรุ่นนี้ไม่สนใจในอาชีพนี้ เกษตรกรท่านใดสนใจจะปลูก ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.08-1048-5124 ในวันเวลาราชการ.
Read more ...

“หม่อน : มัลเบอร์รี่” มหัศจรรย์แห่งผลไม้

31.10.57
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 เมษายน 2556

เมื่อพูดถึงต้นหม่อนแล้ว หลายๆคนคงจะนึกถึง ใบหม่อน ซึ่งเป็นอาหารของหนอนไหม อันเป็นวัตถุดิบสำคัญที่นำไปทำเป็นผ้าไหมลาดลายงดงาม ส่วน “ผลหม่อน” จากต้นหม่อนนั้นก็ยังสามารถนำมากินได้ด้วย แต่ผลหม่อนที่ว่านี้จะได้จากต้นหม่อนคนละสายพันธุ์กับต้นหม่อนที่นำใบไปเป็นอาหารหนอนไหม

“ผลหม่อน” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “มัลเบอร์รี่” เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ชนิดหนึ่ง ที่มีคุณค่าทางอาหาร มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว โดยผลของหม่อนเมื่อสุกได้ที่แล้วจะเป็นสีดำ มีรสชาติหวาน และถ้าเป็นสีแดงยังไม่สุกมาก จะออกรสเปรี้ยว

ปัจจุบันผลหม่อน นิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ อาทิ กรดโฟลิก (Folic acid) นอกจากนี้ในผลของหม่อนยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แอนโธไชยานิน เควอซิติน ที่มีส่วนลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ตำรับยาโบราณมีการใช้ผลหม่อนต้มบริโภคทั้งเนื้อและน้ำแก้โรคไขข้ออักเสบ ท้องผูก โลหิตจาง และขับเสมหะ เป็นต้น

ที่สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์ จ.น่าน ถือเป็นแหล่งปลูกหม่อนอีกแหล่งหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ได้มีการส่งเสริมให้ราษฎรในพื้นที่หันมาทำการเกษตรแบบใหม่แทนการทำไร่เลื่อนลอย รวมถึงทำการเกษตรปลอดสารแบบครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป

ปัจจุบันผลหม่อนสดได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น ที่สถานีฯ จะรับซื้อผลหม่อนสดจากชาวบ้าน และนำมาแปรรูปเป็นน้ำหม่อนเข้มข้น โดยน้ำหม่อนที่ได้จากการผลิตจะส่งมาขายที่ร้านภูพยัคฆ์ ในตัวเมืองจังหวัดน่าน และถ้าหากใครที่สนใจจะลิ้มลองรสชาติของน้ำหม่อน ก็สามารถไปหาซื้อมาชิมกันได้ ที่ร้านโกลเด้นเพลส สาขากรุงเทพฯ อีกด้วย
Read more ...

การเสียบยอดกิ่งหม่อน

24.10.57
1. เตรียมกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอให้มีขนาดกิ่งที่ใกล้เคียงกัน

2. เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปลิ่มยาว 1 ข้าง

3. ฝั่งตรงข้าม เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปลิ่มสั้น 1 ข้าง

4. บากแผลตามรูป  ความยาวของแผลให้เท่ากับแผลยาวของกิ่งพันธุ์ดี

 5. บากแผลตามรูป ความยาวของแผลให้เท่ากับแผลยาวของกิ่งพันธุ์ดี

 6. นำกิ่งทั้งสองมาทาบกัน โดยที่ให้เปลือกของกิ่งทั้งคู่ แนบติดกันทางด้านใดด้านนึง

 7. พันเทปหรือใช้เชือกฟางมัดกิ่งทั้งสองให้แน่น


8. นำถุงพลาสติกคลุม เพื่อลดอัตราการคายน้ำค่ะ เจาะรูนิดนึงเพื่อระบายความร้อนด้วย


หัวใจสำคัญของการเสียบกิ่งมีดังนี้
- แผลที่ปาดต้องเรียบไม่ช้ำ
- แผลต้องสะอาดและทำอย่างรวดเร็ว
- แผลที่ต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี จะต้องแนบสนิท เวลาพันผ้าพลาสติกแล้วต้องแนบสนิทไม่เห็นช่องว่าง
- การเสียบกิ่ง ต้องให้เปลือกข้างนึงของต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีแนบสนิทกัน ส่วนเปลือกอีกข้างเหลื่อมกันได้ เน้นข้างใดข้างนึง
- ผ้าเทป พันจากล่างขึ้นบน เพื่อป้องกันน้ำเข้า แต่ถ้าไม่มี สามารถใช้เชือกฟางแทนได้แล้วก็ใช้ถุงครอบกิ่งพันธุ์ดีเอาไว้ เพื่อลดอัตราการคายน้ำ กิ่งพันธุ์ดีจะฟื้นตัวได้เร็ว
- ทุกครั้งที่ทำ ไม่ใช่ว่าจะเสียบติดทุกกิ่งนะคะ ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง นอกจากฝีมือแล้ว ก็ยังมีสภาพภูมิอากาศ ความแข็งแรงของต้นตอและกิ่งพันธุ์เป็นตัวแปรสำคัญเหมือนกัน


ที่มา บ้านสวนหม่อนน้อย เกษตรพึ่งพาตัวเอง
Read more ...

“มัลเบอร์รี่ใหม่” หวานกลิ่นสตรอเบอร์รี่

12.9.57
โดย นายเกษตร 8 ส.ค. 2557 05:01

มัลเบอร์รี่ใหม่ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักดีคือ หม่อน ชนิดนี้ เป็นสายพันธุ์จากประเทศไต้หวัน ได้รับการคัดพันธุ์ว่าดีที่สุด และถูกนำเข้ามาปลูกขยายพันธุ์ในประเทศไทยบ้านเราหลายปีแล้ว สามารถเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูง ผลดกอย่างสม่ำเสมอ มีชื่อเฉพาะว่า MURUS MACROURA ขนาดต้น สูง 2.5-3 เมตร ใบเดี่ยว ออกสลับ รูปรีกว้าง ปลายแหลม โคนมนและเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ยอดอ่อนเป็นสีเขียวนำไปแปรรูปเป็นใบชาชงน้ำร้อนดื่มมีกลิ่นหอมรสชาติดีมาก

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ “ผล” เป็นช่อยาว 13-15 ซม. กว้าง 1.2 ซม. แต่ละช่อมีผลย่อยเรียงเบียดกันหนาแน่น ภายในผลมีเมล็ด ใน 1 กระจุกจะมีช่อผลเป็นกลุ่ม 7-10 ช่อ ช่อผลใหญ่และยาวกว่าช่อผลมัลเบอร์รี่ หรือหม่อนไทยอย่างชัดเจน ขณะช่อผลยังอ่อนจะเป็นสีเขียว รสเปรี้ยวเล็กน้อย เมื่อผลสุกเป็นสีแดงเข้มถึงสีดำ รสหวานจัด รับประทานอร่อยมาก มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นสตรอเบอร์รี่

มัลเบอร์รี่ใหม่ ของไต้หวันชนิดนี้ปลูกได้ในดินทั่วไป ปลูกลงดินควรห่างกัน 1 เมตร คูณ 1 เมตร ให้น้ำวันเว้นวัน ปลูกลงกระถางขนาดใหญ่สามารถให้ผลผลิตได้ หากต้องการให้ติดผลทั้งปี ผู้ปลูกจะต้องรูดใบแก่ทิ้งเพื่อให้แตกใบใหม่และจะมีดอกและติดผลได้ทันที ซึ่ง “มัลเบอร์รี่ใหม่” ของไต้หวันกำลังนิยมปลูกและนิยมรับประทานอย่างแพร่หลายในเวลานี้ สามารถนำไปแปรรูปได้หลายอย่าง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง

ปัจจุบัน “มัลเบอร์รี่ใหม่” ของไต้หวัน มีต้นขายที่ งานไทยแลนด์ เบส ช็อปปิ้ง แฟร์ ฮอลล์ 7 เมืองทองธานี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ส.ค.57 “ร้านสวนสุโขทัย” โทร.08-9790-1057 และที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”
Read more ...

"มัลเบอร์รี่ยอดนิยม" ผลหวานหอมอร่อย

12.9.57
โดย นายเกษตร 13 มี.ค. 2557 05:00

มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อน ที่ได้รับความนิยมปลูกอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ “ไวท์มัลเบอร์รี่” หรือ MORUS MACROURA มีถิ่นกำเนิดจากประเทศ บังกลาเทศ ต้นสูง 2.5-3 เมตร ติดผลดก ผลมีขนาดใหญ่และยาวกว่าผลของหม่อนหรือ “มัลเบอร์รี่” พื้นเมืองอย่างชัดเจน ซึ่งผลอ่อน ของ “ไวท์มัลเบอร์รี่” เป็นสีเขียว รสชาติหวานเล็กน้อย ไม่เปรี้ยว ผลมีขนาดใหญ่คือ ยาว 8–10 ซม. เมื่อสุกเป็นสีขาวอมเหลือง รสชาติหวานจัดมีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นน้ำผึ้งรับประทานอร่อยมาก สามารถปลูกในบ้านเราได้ดี ปลูกลงกระถางติดผลได้ หากปลูกลงดินควรให้น้ำน้อยจะติดผลไม่ขาดต้น

อีกชนิดหนึ่ง คือ “มัลเบอร์รี่ลูกผสม” เคที 1 หรือ MORUS HYBRID นำเข้าจาก ประเทศไต้หวัน ปลูกเติบโตได้ดีในสภาพอากาศบ้านเรา เป็นพันธุ์ที่มีต้นแคระ สูงเต็มที่ไม่เกิน 1 เมตร แตกกิ่งก้านห้อยย้อยลง ผลมีความยาว 4–6 ซม. ผลเป็นสีแดงและแดงเข้ม เมื่อผลสุกเต็มที่จะเป็นสีดำ เหมือนกับสีของผลหม่อนหรือ “มัลเบอร์รี่” พันธุ์พื้นเมืองที่นิยมปลูกทั่วไป แต่ขนาดผลจะใหญ่และยาวกว่า รสชาติขณะผลสุกจะหวานสนิทไม่มีเปรี้ยวเจือปนเลย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รับประทานอร่อยไม่แพ้ชนิดแรก ซึ่ง “มัลเบอร์รี่ลูกผสม” เคที 1 จะให้ผลผลิตสูง ติดผลดกสีสันสวยงามยิ่งนัก  สามารถปลูกลงกระถางขนาดเล็กติดผลดกได้ ใบอ่อนเด็ดไปตากแห้งทำเป็นใบชาชงดื่ม มีกลิ่นหอมรสชาติดี เป็นที่นิยมทั่วไป จัดเป็นสายพันธุ์ที่ทนต่อโรคแมลงทุกชนิด “มัลเบอร์รี่” ทั้ง 2 ชนิด ถ้า ต้องการให้ติดผลทั้งปี ให้รูดใบแก่ทิ้ง เมื่อแตกใบใหม่จะมีดอกและติดผลทันที

ใครต้องการต้น “มัลเบอร์รี่” ทั้ง 2 ชนิด ติดต่อ “ร้านสวนสุโขทัย” โทร.08–9790–1057 หรือไปซื้อที่ งานเกษตรแฟร์ ม.เกษตรฯ บางเขน กทม. วันที่ 22–30 มี.ค.57 ที่ “ร้านสวนสุโขทัย” โซน เจ 204–207 และที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 21 แผง “คุณพร้อม- พันธุ์” ราคาสอบถามกันเองครับ.
Read more ...

ผลไม้ตระกูล เบอรี่ไทย หลากประโยชน์ช่วยปกป้องหัวใจ

21.7.57
 
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2556

ในปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า ผลไม้ในกลุ่มของเบอรี่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านม ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิตในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้เบอรี่ยังช่วยบำรุงสมองและความจำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง และที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากคือ เบอรี่สามารถต้านชราได้
   
ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อนึกถึงผลไม้ในกลุ่มเบอรี่ทั้งหลาย คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่ผลไม้ที่มีชื่อลงท้ายด้วยเบอรี่ เช่น สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ เชอรี่ ราสเบอรี่ แครนเบอรี่ แบล็กเบอรี่ โดยที่จะมองข้ามในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของเรา ซึ่งในประเทศไทยก็มีผลไม้ในกลุ่มเบอรี่อยู่มากมาย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยได้มีการนำมาศึกษาวิจัยทดลองให้ผลสนับสนุนแล้วว่ามีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผลไม้กลุ่มเบอรี่ของต่างประเทศเลย
 
ผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่ที่เป็นผลไม้ไทย ก็ได้แก่ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่เมื่อสุกจะมีผลสีม่วงเข้มจนถึงดำคล้ายองุ่นรสชาติจะออกหวานและมีรสฝาดเล็กน้อย นิยมนำมาทำแปรรูปเป็นน้ำลูกหว้า เยลลี่ และแยม สารที่มีอยู่ในลูกหว้าจะเป็น สารกลุ่มแอนโธไซยานิน (ไซยานิดิน) กรดเอลลาจิก กรดเฟอรูลิก ซึ่งสารกลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งโดยพบว่า สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านมได้
 
ชนิดต่อมาคือ มะเกี๋ยง พบมากทางตอนเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา และน่าน โดยผลจะคล้ายคลึงกันกับลูกหว้า แต่มีขนาดที่เล็กกว่าและมีสีออกม่วงแดง ส่วนรสออกเปรี้ยวมากกว่าลูกหว้า จากการศึกษาพบว่า ผลของมะเกี๋ยง มีสารพฤกษเคมีที่สำคัญอยู่หลายตัว เช่น สารประกอบฟีนอลิก ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
 
“จากการทดสอบหาค่าของสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในอาหารแต่ละชนิดที่เรียกว่า The ORAC test หรือ Oxygen Radical Absorbance Capacity ซึ่งเป็นค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหาร อาหารที่มีค่า ORAC สูงสามารถปกป้องเซลล์และองค์ประกอบของเซลล์ให้ปลอดภัยจากการถูกทำลายเสียหายจากกระบวนการออกซิเดชัน ซึ่งมะเกี๋ยงเป็นผลไม้ที่มีค่า ORAC สูง ส่งผลให้ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และชะลอความเสื่อมของร่างกาย”
 
มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่เช่นกัน ลักษณะเป็นผลสีเขียว จัดเป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้มาอย่างยาวนาน รสชาติออกเปรี้ยวฝาด ๆ ตามตำราแพทย์พื้นบ้านจะนิยมนำมารักษาอาการไข้หวัด แก้เจ็บคอ ละลายเสมหะ
 
เมื่อศึกษาดูสารที่มีอยู่ในมะขามป้อมแล้วพบว่า มะขามป้อมมีปริมาณของวิตามินซีสูง โดยในผลมะขามป้อม 1 ผลจะมีวิตามินซีมากกว่าส้ม 2 ลูก และยังพบสารพฤกษเคมีอื่น เช่น สารกลุ่มแทนนิน เบนซินอยด์ เทอร์ปีน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ คูมาริน ที่มีส่วนช่วยในการลดการอักเสบของร่างกาย สามารถช่วยลดการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย
 
นอกจากนี้ยังพบว่า การรับประทานมะขามป้อมเป็นประจำจะช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือแอลดีแอล รวมถึง ไตรกลีเซอไรด์ จึงถือว่า เป็นการป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาถึงแนวคิดว่า สารสกัดจากมะขามป้อมจะช่วยลดการเกิดเซลล์มะเร็งโดยสามารถลดการเกิดเซลล์มะเร็งได้แล้วในสัตว์ทดลอง
 
ในส่วนของ ลูกหม่อน ปัจจุบันมีการนำเอาผลมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยผลสุกของลูกหม่อนจะมีสีออกม่วงแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เมื่อเปรียบเทียบกับบลูเบอรี่ที่เป็นที่นิยมในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระแล้วลูกหม่อนของไทยหากเทียบในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน จะพบว่า ลูกหม่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าบลูเบอรี่ 2-3 เท่า ซึ่งสารที่พบ คือ สารในกลุ่มโพลีฟีนอล แอนโทไซยานิน และเรสเวอราทอล สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง
 
“ลูกหม่อนเป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันที่จำเป็น คือ โอลิอิกและไลโนลิอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ในระบบประสาทและสมองช่วยให้ความจำดีขึ้น ยังมีการศึกษาว่า สารสกัดจากลูกหม่อนช่วยควบคุมความหิวทำให้ช่วยควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังมีการนำเอาใบหม่อนมาทำเป็นชา โดยพบว่า การดื่มชาใบหม่อนเป็นประจำจะช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้”
 
ผลไม้ไทยชนิดต่อมา คือ มะยม เป็นผลไม้รสเปรี้ยว นิยมนำมารับประทานโดยการนำมาทำตำมะยม ใส่ในน้ำพริกเพื่อให้ออกรสเปรี้ยว และปัจจุบันนิยมนำมาทำเป็นแยมส่งออกต่างประเทศ เพราะมะยมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น สารในกลุ่มแทนนินที่ช่วยต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง ช่วยลดการเกิดการอักเสบในร่างกาย
 
รวมทั้งมีใยอาหารสูงช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติและลดการสะสมของของเสียในลำไส้ ทั้งนี้ เนื่องจากใยอาหารในมะยมมีทั้งชนิดที่ไม่ละลายน้ำและละลายน้ำ โดยใยอาหารที่ละลายน้ำจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลจึงช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มีการใช้มะยมในผู้ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังจากได้รับประทานมะยมแล้วจะมีอาการดีขึ้น
 
ดร.ฉัตรภา กล่าวต่อว่า มะเม่าหรือหมากเม่า จัดเป็นผลไม้ไทยในตระกูลเบอรี่ที่พบมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ทำไวน์ และแยม มะเม่านอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงเหมือนกับผลไม้ในตระกูลเบอรี่ทั้งหลายแล้ว มะเม่ายังมีแร่ธาตุเหล็กสูงซึ่งทางตำรายาไทยจะใช้รักษาภาวะโลหิตจางและบำรุงเลือด
 
รวมไปถึง โทงเทงฝรั่งหรือเคพกูสเบอรี่ ผลไม้ขนาดเล็กสีเหลืองทอง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานมีกลิ่นหอมเฉพาะ เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกันกับมะเขือ โดยข้างในผลจะมีเมล็ดเล็ก ๆ อยู่มากมาย สารอาหารสำคัญที่พบ คือ เบต้าแคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายจึงช่วยในเรื่องการมองเห็น ทำให้ผิวพรรณดี นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มไฟโตรสเตอรอลที่ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกายส่งผลให้ลดระดับคอเลสเตอรอลส่วนเกิน และบริเวณเปลือกของโทงเทงฝรั่งยังมีใยอาหารประ เภทเพคตินที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น
 
มาที่ เชอรี่ไทย ผลไม้สีแดงสด รสเปรี้ยว มีกลิ่นหอม ในหนึ่งลูกจะแบ่งออกเป็น 3 พู นิยมนำมาแปรรูปเป็นไอศกรีม เชอร์เบท แยม สารที่มีอยู่ในเชอรี่ไทย คือ สารในกลุ่มแอนโธไซยานินมีส่วนช่วยในการลดการอับเสบ การเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารกลุ่มแอนโธไซยานินเป็นประจำจะมีอารมณ์ดี และรู้สึกกระปรี้กระ เปร่า ยังมีการใช้เชอรี่ไทยในผู้ที่มีอาการท้องผูกเพื่อเป็นตัวที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี
 
ผลไม้เบอรี่ไทยอีกชนิดหนึ่งก็คือ ตะขบ เป็นต้นไม้ที่ขึ้นง่ายพบได้ทั่วไปในบริเวณทุกภาคของประเทศไทย ตะขบถือว่าเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูงชนิดหนึ่ง โดยใน 100 กรัมหรือประมาณ 25 ผล จะมีใยอาหารมากกว่า 6 กรัม ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอยู่ที่ 25 กรัม การกินตะขบ 1 ถ้วยเท่ากับได้ปริมาณ 1 ใน 4 ของใยอาหารที่แนะนำแล้ว
 
“จากการศึกษาพบว่า ตะขบมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส นอกจากนี้ ตะขบจะมีสารที่ให้สีแดงคือสารไลโคปีน กรดเอลลาจิก แอนโธไซยานิน และกรดแกลลิก ที่ช่วยทำให้ระบบการทำงานของต่อมลูกหมากดีขึ้น ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยดูแลหัวใจ นอกจากนี้ แพทย์แผนไทยยังใช้ตะขบในการรักษาอาการไข้ และเป็นยาบำรุงกำลังอีกด้วย”
 
หลังจากที่ได้รู้แล้วว่าประเทศไทยเรามีเบอรี่อยู่หลากหลายชนิด และแต่ละชนิดล้วนมีคุณประโยชน์มากมาย ดังนั้น การหันมารับประทานเบอรี่ไทย จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ เพื่อที่จะได้มีสุขภาพดี มีหัวใจที่ดี ในแบบวิถีไทยนั่นเอง.

................................

รูปแบบการรับประทานผลไม้ตระกูลเบอรี่

ในช่วงวัยของคนมีความต้องการอาหารและผลไม้ที่มีประโยชน์ เพื่อเข้าไปช่วยเสริมสร้างให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งผลไม้ตระกูลเบอรี่นับเป็นอีกทางเลือกของผลไม้ที่มีประโยชน์ให้เราได้เลือกรับประทานกันในหลายรูปแบบ
   
โดยการ กินผลไม้ตระกูลเบอรี่ที่ผ่านกรรมวิธีในการปรุง จะทำให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระลดลง และการกินในรูปของผลไม้หรือแบบตากแห้ง จะทำให้ได้รับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ ทางที่ดีควรกินแบบสด ๆ จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า.

Read more ...

เทคนิคการบังคับให้มัลเบอร์รี่(หม่อน)ติดผล การบังคับให้หม่อนติดผลนอกฤดูกาล

2.1.57
ปรกติโดยทั่วไปเมื่อต้นหม่อนมีการเจริญเติบโตทางด้านลำต้นไประยะหนึ่งแล้วก็จะมีการออกดอกติดผล ซึ่งการออกดอกติดผลของหม่อนจะเริ่มมีการแทงช่อดอก ในช่วงต้นฤดูหนาวประมาณต้นเดือนมกราคม จากนั้นก็จะเริ่มสุกในช่วงต้นเดือนมีนาคม จนถึงเดือนเมษายน ปริมาณผลหม่อนที่ได้จะขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ ขนาดและอายุของต้น นอกจากนั้นหม่อนยังมีการแทงช่อดอกในปริมาณที่เล็กน้อยเมื่อมีการตัดแต่งกิ่งหม่อนในแต่ละครั้งที่มีการตัดกลาง ตัดแขนงในช่วงกลางปี

ปัจจัยในการออกดอกของหม่อน

1. การสะสมความเย็นในระยะการเจริญเติบโตของพืช ทำให้มีผลต่อสรีระวิทยาของพืชเพื่อกระตุ้นการออกดอก หม่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของฮอร์โมนพืชภายในลำต้นหม่อนเพื่อกระตุ้นให้มีการติดดอกออกผล

2. ผลกระทบของช่วงระยะเวลาของแสงที่มีต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้มีผลต่อสรีระวิทยาของพืชเพื่อกระตุ้นการออกดอก

3. ความอุดมสมบูรณ์ของต้นหม่อน เป็นการสะสมสารอาหารต่าง ๆ ภายในลำต้นของหม่อนซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อให้ผ่านระยะเวลาการเจริญเติบโตทางลำต้น (vegetative growth) เข้าสู่ระยะของการติดดอกออกผล (reproductive growth)

การเก็บเกี่ยวผลผลิตผลหม่อนโดยวิธีการธรรมชาติและจากผลพลอยได้จากการตัดแต่งกิ่งหม่อนแต่ละครั้งจึงยังให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการแปรรูปผลหม่อนด้านต่างๆ ดังนั้นการใช้วิธีการบังคับต้นหม่อนด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตผลหม่อนในปริมาณที่มาก และตามระยะเวลาที่ต้องการ จึงเป็นวิธีการที่น่าจะทำให้การผลิตผลหม่อนออกมาคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการศึกษาในเรื่องการบังคับการติดดอกออกผลของหม่อนกันน้อยมากแต่ขณะนี้กำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง การบังคับการอกดอกของหม่อนมีวิธีการดังนี้ คือ

1. การโน้มกิ่ง-เด็ดยอด-ริดใบ

ในลักษณะการโน้มกิ่งแบบโค้งยอดเข้าหาพื้นดิน วิธีการนี้เหมาะสำหรับการปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 แบบเดิม ที่มีระยะปลูก 0.75 x 2.00 -3.00 เมตร วิธีการบังคับจะทำการตัดต่ำหม่อนตามปกติ ในช่วงต้นฤดูปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตทางลำต้นไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ในช่วงนี้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตใบหม่อนได้ตามปรกติโดยวิธีการเก็บใบ แต่ต้องระวังไม่ให้มีการกระทบกระเทือนต่อตาข้างของหม่อน และเมื่ออายุกิ่งหม่อนครบ 6 เดือน ก็เริ่มทำหารริดใบหม่อนที่เหลืออกให้หมด จากนั้นจึงโน้มกิ่งเข้าหากันลักษณะแถวต่อแถว โดยใช้เชือกฟางผูกติดกิ่งหม่อนแถวหนึ่งเข้ากับอีกแถวหนึ่ง ทำให้มองดูเหมือนอุโมงค์ ซึ่งทำให้ความสูงของอุโมงค์สูงประมาณ 1.50 เมตรจากพื้นดิน

ทำการตัดยอดกิ่งหม่อนออกให้หม่อนทุกกิ่งโดยการตัดไม่ให้ล้ำยื่นออกไปจากแนวแถวหม่อนเดิมเพื่อไม่ให้กีดขวางการปฏิบัติงานระหว่างแถวหม่อน หลังจากบังคับทรงพุ่มแล้วปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตตามปรกติ ซึ่งหม่อนจะมีการแตกตาข้างออกมาเกือบทุกตาพร้อมกับมีการแทงช่อดอกออกมาตามบริเวณที่แตกยอกออกมาใหม่ ตาดอกจะเริ่มทยอยบาน ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดตาดอก ซึ่งมีประมาณ 3-6 ตาต่อยอดใหม่ที่ตากออกมา ในลักษณะเช่นนี้หม่อน 1 ต้น จะให้ผลผลิตผลหม่อนประมาณ 400-500 ผล และให้ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 300-400 กิโลกรัม

สำหรับหม่อนพันธุ์ บุรีรัมย์ 60 โดยมีระยะเก็บเกี่ยวหลังจากดอกบานประมาณ 60-90 วัน วิธีการเช่นนี้สามารถแบ่งแปลงหม่อนบังคับทรงพุ่มต่างเวลากันเพื่อขยายระยะเวลาการให้ผลผลิตผลหม่อนได้ยาวนานขึ้น โดยสามารถโน้มกิ่งหม่อนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน 7 เดือน 8 เดือน และ 9 เดือน ก็จะมีผลผลิตผลหม่อนตั้งแต่ เดือนธันวาคม จนถึง เดือนเมษายน ของแต่ละปีแต่ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีด้วย หากมีปริมาณน้ำฝนมาก ควรยึดระยะเวลาในการโน้มกิ่งให้ช้าลง

2. การโน้มกิ่งหม่อนที่ปลูกแบบทรงพุ่ม
เป็นวิธีการบังคับทรงพุ่มหม่อนที่ปลูกแบบไม้ผลที่มีระยะปลูก ประมาณ 2 x 2 หรือ 4 x 4 เมตร ขึ้นไป เป็นการปลูกแบบไม่มีการตัดแต่งกิ่งแต่ทำการบังคับให้ทรงพุ่มสูงจากพื้นดิน 1.50 เมตร เมื่อหม่อนแตกกิ่งกระโดงใหม่ขึ้นมาในแต่ละปีก็จะทำการโน้มกิ่งให้ปลายยอดขนานกับพื้นดิน และก่อนจะโน้มกิ่งจะต้องริดใบหม่อนออกให้หมดก่อนพร้อมทั้งตัดยอดส่วนที่เป็นกิ่งสีเขียวออกยาวประมาณ 30 เซนติเมตรออกก่อน วิธีการโน้มกิ่งสามารถกระทำได้หลายวิธี คือ

2.1 โดยใช้ลวด หรือเชือกผูกโยงติดไว้กับกิ่งที่อยู่ข้างล่างหรือพื้นดินโดยใช้หลักไม้ไผ่ปักไว้บนพื้นดินสำหรับยึดเชือกหรือลวดไว้

2.2 ใช้ไม้ไผ่ล้อมเป้นคอกไว้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1.50 เมตร แล้วโน้มกิ่งออกมาใช้เชือกผูกมัดติดไว้กับคอกที่ล้อมไว้

2.3 ทำราวเส้นลวดขึงขนานในระหว่างแถวของต้นหม่อนแล้วโน้มกิ่งให้ขนานกับพื้นดิน จากนั้นนำกิ่งหม่อนที่ตัดยอด ริดใบออกแล้วมามัดติดไว้กับราวเส้นลวด วิธีการสามารถเก็บเส้นลวดไว้ใช้งานได้นานหลายปี

ส่วนระยะเวลาขอบการโน้มกิ่งจะอยู่ในช่วง เดือน กันยายน – เดือนมกราคม ในปีถัดไปแล้วแต่ว่าจะเลือกให้หม่อนติดดอกออกผลในช่วงระยะเวลาไหน ซึ่งปกติจะสามารถเก็บเกี่ยวผลหม่อนได้หลังจากทำการโน้มกิ่งประมาณ 60 วัน และมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลหม่อน ประมาณ 30 วัน อนึ่งสำหรับหม่อนที่ปลูกในสภาพพื้นที่สูบงที่มีอากาศหนาวเย็นมากการเก็บเกี่ยวและการติดตาดอกออกผลจะช้าออกไปประมาณ 1 เดือน ตามขนาดของความหนาวเย็น
Read more ...

การปลูกมัลเบอร์รี่ (หม่อนผลสด)

2.1.57
การปลูกต้นหม่อนผลสด

ระยะปลูก อาจปลูกเป็นแถว แต่ละต้นห่างกัน 4 เมตร เพื่อเผื่อรัศมีทรงพุ่มไว้อย่างน้อย 2.00 เมตร หรือจะปลูกในแปลงพื้นที่สี่เหลี่ยมด้วยระยะปลูก 4.00 x 4.00 เมตรก็ได้

การเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมลึก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10 กิโลกรัมต่อหลุม ใส่ปูนโดโลไมท์หรือปูนขาว ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อหลุม และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัมต่อหลุม หรือจะให้แม่นยำต้องใส่ตามค่าการวิเคราะห์ดิน คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วกลบหลุมด้วยหน้าดินให้พูนเล็กน้อย

วิธีการปลูก ขุดดินบนหลุมที่เตรียมไว้ให้ลึกพอประมาณ แล้วนำต้นหม่อนที่เตรียมไว้ด้วยวิธีการต่างๆลงปลูกกลบดินให้แน่น

การบังคับทรงต้น ต้นหม่อนที่ปลูกจากกิ่งชำชนิดล้างราก หรือชนิดชำถุง หรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์จากกิ่งพันธุ์โดยตรง เมื่อต้นหม่อนเจริญเติบโตได้ประมาณ 6-12 เดือน จะต้องบังคับทรงพุ่มโดยตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียงกิ่งเดียวไว้เป็นต้นตอ มีความสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร จากพื้นดิน ปล่อยให้หม่อนแตกกิ่งใหม่หลายๆกิ่ง เก็บกิ่งที่สมบูรณ์ไว้ กิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้ตัดทิ้งเพื่อให้ด้านล่างโปร่ง ง่ายต่อการปฏิบัติดูแลรักษาด้านเขตกรรมต่างๆ เช่น การกำจัดวัชพืช การใส่ปุ๋ย การพรวนดิน การตัดแต่งกิ่งแขนงและการเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นต้น อนึ่งสำหรับหม่อนที่ปลูกในปีแรกๆ ลำต้นและระบบรากยังเจริญเติบโตไม่มาก อาจจะหักล้มได้ง่าย ดังนั้นจะต้องทำการยึดลำต้นไว้ด้วยไม้ หรือไม้ไผ่ให้แน่นหนา

การใส่ปุ๋ย ในปีที่ 2 ให้ใส่ปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ตามการวิเคราะห์ความต้องการปูนขาวของดินเพิ่ม ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัมต่อต้น

การให้น้ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้น้ำหม่อนในระยะที่หม่อนติดผลแล้ว (โดยปกติจะมีฝนหลงฤดูหรือฝนชะช่อมะม่วงผ่านเข้ามา จะทำให้ต้นหม่อนแตกตาติดดอก ถ้าไม่มีฝนหลงฤดู หลังโน้มกิ่ง รูดใบ ต้องให้น้ำกระตุ้นการแตกตาแทนน้ำฝน) หากขาดน้ำจะทำให้ผลหม่อนฝ่อก่อนที่จะสุก หรือทำให้ผลหม่อนมีขนาดเล็ก

การตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาทรงพุ่ม ตัดเฉพาะกิ่งแขนงที่ไม่สมบูรณ์และเป็นโรคทิ้ง เพื่อลดการสะสมโรคและแมลการบังคับให้หม่อนติดผลนอกฤดูกาล ใช้วิธีการบังคับต้นหม่อน เพื่อให้ได้ผลผลิตผลหม่อนในระยะเวลาที่ต้องการ มีวิธีการดังนี้

1) ทำการโน้มกิ่งหม่อนที่ปลูกแบบทรงพุ่ม โดยการโน้มกิ่งให้ปลายยอดขนานกับพื้น หรือโน้มลงพื้นดิน รูดใบหม่อนออกให้หมด พร้อมทั้งตัดยอดส่วนที่เป็นกิ่งสีเขียวออกยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้เชือกผูกโยงติดไว้กับหลักไม้ไผ่ ซึ่งปักไว้บนพื้นดินสำหรับยึดเชือกไว้

2) หลังการโน้มกิ่ง 8-12 วัน ดอกหม่อนจะแตกออกพร้อมใบ จากนั้นจะมีการพัฒนาการของ ผลหม่อน โดยผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขาว สีชมพู สีแดง และสีม่วงดำ ตามลำดับ โดยใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน ผลจะเริ่มแก่และสุก สามารถเก็บไปรับประทานสดหรือนำไปแปรรูปได้ มีระยะเวลาในการเก็บผลประมาณ 30 วันต่อต้น เพราะผลหม่อนจะทยอยสุก เนื่องจากออกดอกไม่พร้อมกัน

เมื่อต้นหม่อนมีอายุตั้งแต่ 2 ปี เป็นต้นไปจะให้ผลผลิตผลหม่อนประมาณ 1.5-35 กิโลกรัม(ประมาณ 750-1,850 ผลต่อครั้งต่อต้น) เพียงพอต่อการบริโภคผลสดทั้งครอบครัวทุกวัน ตลอดปี ซึ่งร่างกายต้องการวันละ 10-30 ผลเท่านั้น อีกทั้งยังมีผลหม่อนสดไว้แปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่มได้อีกหลายชนิด เช่น น้ำหม่อน แยมหม่อน เชอเบทหม่อน ฯลฯ ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ สำหรับผู้รักสุขภาพทุกท่านที่จะปลูกหม่อนไว้รับประทานเอง หากสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็ติดต่อมาได้ที่กรมหม่อนไหม จตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 089-4476600 ในหรือนอกเวลาราชการก็ยินดีครับ
Read more ...

เกษตรกรที่ จ.สุรินทร์ปลูก"มัลเบอรี"ขายรายได้ดี

2.1.57
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกร ที่ จ.สุรินทร์ ปลูกต้น มัลเบอร์รี่ จำนวน 3 งาน สามารถเก็บผลผลิตลูกมัลเบอร์รี่ได้วันละ 40 กก. ขาย กก.ละ 100 บาท สามารถแปรรูปเป็นแยม ,น้ำผลไม้ได้
Read more ...

แม่โจ้แนะนำเทคนิคการเพิ่มผลผลิตมัลเบอร์รี่

2.1.57
 
โดยช่อง 7 เมื่อ 20 พ.ย.2556

เป็นเรื่องการเพิ่มผลผลิตมัลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเทคนิคนำลวดมาทำค้างผสมผสานกับการดูแลอย่างดี ผู้สื่อข่าวเกษตร ไปดูมาบอกว่าเป็นงานวิจัย ที่ช่วยให้ผลผลิตมัลเบอร์รี่เพิ่มขึ้นได้เท่าตัว

ที่สำคัญวิธีนี้เก็บผลผลิตได้ง่ายขึ้นด้วย ไปติดตามเรื่องนี้ในสารคดีเกษตรกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม โทร.089-264-2853
Read more ...