แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้ผล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม้ผล แสดงบทความทั้งหมด

ปลูกไม้ผลด้วยกระถางแก้มลิง

28.10.57
เมื่อ 28 ต.ค.2557

กระถางต้นไม้แก้มลิง เป็นวิธีการเพื่อทำให้กระถางต้นไม้กักเก็บน้ำไว้ก้นกระถาง ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อย โดยอาจใช้เวลารดน้ำแต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์เลยทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของกระถาง

ขั้นตอนการทำ

1. นำกระถางไม่มีรู มาเจาะรูข้าง เพื่อใช้เป็นทางระบายน้ำออก

2. นำกระถางเล็กมาคว่ำลงในถังใหญ่ดังกล่าว แล้วติดตั้งท่อไว้ในกระถางเล็ก ให้ปลายสูงกว่ากระถางใหญ่่

3. ใส่เศษกระเบื้องไว้บนกระถางเล็ก เพื่อป้องกันวัสดุปลูกตกลงในกระถางเล็ก

4. ใส่หินลงไปในกระถางให้มิดกระถางเล็ก

5. ใส่ดิน

6. นำต้นไม้มาปลูก

7. ใส่น้ำลงในท่อ จนน้ำไหลออกจากรูด้านข้าง

8. รดน้ำต้นไม้ให้ชุ่ม

เท่านี้เราก็จะได้กระถางแก้มลิง เอาไว้ปลูกต้นไม้กันแล้วครับ

ทำให้เราไม่ต้องรดน้ำต้นไม้บ่อย ๆ
Read more ...

เทคนิคการปลูกไม้ผลในภาชนะ

24.10.57
 
 
 
จัดทำโดย admin เมื่อ 24 ต.ค.2557

โดย http://research.rae.mju.ac.th/raebase/index.php/knowledge/2012/488-katang

ในอดีตที่ผ่านมาการทำเกษตรกรรม การปลูกพืช หรือการเลี้ยงสัตว์ ล้วนแต่ทำเพื่อพออยู่พอกิน เหลือก็เอาไปขายซื้อสิ่งของอย่างอื่นที่ในพื้นที่ของตัวเองไม่มี ประกอบกับประชากรในประเทศยังมีไม่มากเหมือนปัจจุบัน ครอบครัวหนึ่งจะมีพื้นที่ถือครองอย่างน้อย 10 ไร่ขึ้นไป

แต่ในปัจจุบันประชากรในประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ พื้นที่ทางการเกษตรหรือพื้นที่ถือครองลดน้อยถอยลง และกลายเป็นบ้านจัดสรรไปก็มาก พื้นที่ในบริเวณบ้านที่จะปลูกไม้ผลไว้รับประทานก็แทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ผักผลไม้ต้องซื้อหาแทบทั้งนั้น เกษตรกรผู้ผลิตผักผลไม้ก็ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช อย่างไม่ระมัดระวังและเกินความจำเป็น ทำให้ประชาชนทั่วไปที่บริโภคได้รับสารเคมีเหล่านั้นตกค้าง ต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บและต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากในการรักษา และรัฐต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลในการนำเข้ายารักษาโรค ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องช่วยกันทำให้บ้านเรามีอากาศที่บริสุทธิในการหายใจ มีผลไม้ไว้รับประทานและใช้ประดับไว้บริเวณบ้าน มีผักที่ปลอดภัยจากสารเคมีไว้บริโภคในครัวเรือน ประหยัดรายจ่ายตามแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง และที่สำคัญยังสร้างบรรยากาศในครอบครัวให้รักใคร่กลมเกลียวในการชื่นชมผลผลิต ดอกและผลที่ได้ร่วมกันปลูก

ประโยชน์ของการปลูกไม้ผลในภาชนะ
- เจริญเติบโตได้เร็วกว่าปลูกลงดิน เพราะดินปลูกมีความร่วนซุย และ โปร่ง
- ใช้พื้นที่น้อย
- ให้ผลผลิตเร็ว
- ดูแลรักษาด้านโรค แมลง วัชพืช และการห่อผลง่าย
- บังคับออกดอกติดผลได้
- ควบคุมคุณภาพ และรสชาติได้ ดีกว่าปลูกลงดิน
- สามารถเคลื่อนย้าย หรือยกขายทั้งภาชนะได้
- ใช้เป็นไม้ประดับภายในบ้าน
- สร้างบรรยากาศภายในครอบครัว
- ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ มลภาวะ คายออกซิเจน และลดโลกร้อน

ชนิดของไม้ผลที่ปลูกในภาชนะ
ลำไย มะม่วง ลิ้นจี่ ส้ม ส้มโอ มะนาว ขนุน น้อยหน่า มะปราง มะยงชิด ละมุด มะละกอ กล้วย มะดัน ชมพู่ ลองกอง เงาะ มังคุด ทุเรียน เชอร์รี่ มะขาม มะไฟ มะเฟือง ฯลฯ

ภาชนะที่ใช้ปลูก
- วัสดุที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้ว เช่น ปีบ กะละมัง ถังน้ำ ตุ่มใส่น้ำ ตุ่มกรองน้ำ หม้อต่างๆ ยางรถยนต์ ฯลฯ - กระถางพลาสติก กระถางดินเผา กระถางโอ่งมังกรราชบุรี วงบ่อซีเมนต์ ฯลฯ

วัสดุปลูก
- ดินดำ(หน้าดิน) 1 ส่วน
- แกลบดิบ  2 ส่วน
- มูลวัว, ควาย 1 ส่วน

การปลูกไม้ผลในวงบ่อซีเมนต์
ระยะปลูกตั้งแต่ ระยะระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร ขึ้นไป ( 1 ไร่จะปลูกได้ 133 ต้น) บ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ใช้ฝาวงบ่อซีเมนต์วางลงบนพื้นปรับให้เรียบ เอาวงบ่อวงซีเมนต์วางทับบนฝา จากนั้นผสมดิน 1 ส่วน แกลบดิบ (เปลือกข้าว) 2 ส่วน และปุ๋ยคอก 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในวงบ่อซีเมนต์ เหลือขอบวงบ่อซีเมนต์ไว้ประมาณ 3 นิ้ว นำไม้ผลลงปลูก และรดน้ำ ปักไม้ผูกเชือกลำต้นกันลมโยก เป็นอันว่าเสร็จกระบวนการ

การใช้วัสดุคลุมดินในการปลูกไม้ผลในภาชนะ

7ประโยชน์ของวัสดุคลุมดิน
- ประหยัดน้ำ และประหยัดแรงงานในการให้น้ำ ปกติการปลูกไม้ผลในภาชนะต้องรดน้ำวันเว้นวัน ถ้าหาก ใช้วัสดุคลุมหน้าดิน 4 วันรดน้ำ 1 ครั้ง เนื่องจากการระเหยของน้ำจากแสงแดด
- ป้องกันวัชพืช และประหยัดแรงงานในการกำจัดวัชพืช วัชพืชไม่ได้รับแสงจึงไม่สามารถงอกได้
- เพิ่มธาตุอาหาร และประหยัดเงินในการซื้อปุ๋ย เมื่อวัสดุคลุมหน้าดินโดนน้ำมีความชื้น จะทำให้การย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ได้เร็ว
- ไม่เกิดมลภาวะในการเผาทำลาย

วัสดุคลุมดิน
ได้แก่ ฟางข้าวแห้ง หญ้าแห้ง ชังข้าวโพดแห้ง กิ่งไม้บดแห้ง แกลบ (เปลือกข้าว) ผักตบชวาแห้ง เศษผัก เศษอาหาร พืชตะกุลถั่ว มูลวัว กากแอปเปิ้ล ฟางข้าวสาลี กระดาษ ขี้เลื่อย กาแฟบด เปลือกไม้ ขยะผลไม้ มูลสัตว์ปีกสด มูลม้า หนังสือพิมพ์ ใบสน มูลที่เน่าเปื่อย ใบไม้แห้ง(ใบจามจุรี หรือใบก้ามปู ดีที่สุด มีไนโตรเจน 3.25 เปอร์เซ็นต์)

การปลูกไม้ผลในวงบ่อซีเมนต์ร่วมกับพืชผัก
ในระหว่างไม้ผลเจริญเติบโต และยังไม่ให้ผลผลิต เราควรจะใช้พื้นที่ในวงบ่อซีเมนต์ให้เกิดประโยชน์ โดยการปลูกพืชผักในวงบ่อซีเมนต์ ไว้บริโภคในครัวเรือน และยังทำไปจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ชนิดพืชผักที่สามารถปลูกร่วมกับไม้ผลได้ เช่น ผักกวางตุ้ง ผักฮ่องเต้ คะน้า กะหล่ำ ผักบุ้งจีน มะเขือ กระเจี๊ยบ กระเพรา โหรพา สละแหน่ ผักไผ่ คื่นฉ่าย ผักชี พริก ฯลฯ

การปลูกไม้ผลในวงบ่อซีเมนต์

ระยะปลูกตั้งแต่ ระยะระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร ขึ้นไป ( 1 ไร่จะปลูกได้ 133 ต้น) บ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร ใช้ฝาวงบ่อซีเมนต์วางลงบนพื้นปรับให้เรียบ เอาวงบ่อวงซีเมนต์วางทับบนฝา จากนั้นผสมดิน 1 ส่วน แกลบดิบ (เปลือกข้าว) 2 ส่วน และปุ๋ยคอก 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในวงบ่อซีเมนต์ เหลือขอบวงบ่อซีเมนต์ไว้ประมาณ 3 นิ้ว นำไม้ผลลงปลูก และรดน้ำ ปักไม้ผูกเชือกลำต้นกันลมโยก เป็นอันว่าเสร็จกระบวนการ

ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์พิชัย สมบูรณ์วงศ์ นักวิชาการเกษตร ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. 053-873938-9 ในวันและเวลาราชการ
Read more ...

ผลไม้ตระกูล เบอรี่ไทย หลากประโยชน์ช่วยปกป้องหัวใจ

21.7.57
 
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2556

ในปัจจุบันมีผลการศึกษาวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า ผลไม้ในกลุ่มของเบอรี่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านม ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความดันโลหิตในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้เบอรี่ยังช่วยบำรุงสมองและความจำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง และที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากคือ เบอรี่สามารถต้านชราได้
   
ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อนึกถึงผลไม้ในกลุ่มเบอรี่ทั้งหลาย คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่ผลไม้ที่มีชื่อลงท้ายด้วยเบอรี่ เช่น สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ เชอรี่ ราสเบอรี่ แครนเบอรี่ แบล็กเบอรี่ โดยที่จะมองข้ามในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของเรา ซึ่งในประเทศไทยก็มีผลไม้ในกลุ่มเบอรี่อยู่มากมาย และมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยได้มีการนำมาศึกษาวิจัยทดลองให้ผลสนับสนุนแล้วว่ามีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผลไม้กลุ่มเบอรี่ของต่างประเทศเลย
 
ผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่ที่เป็นผลไม้ไทย ก็ได้แก่ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่เมื่อสุกจะมีผลสีม่วงเข้มจนถึงดำคล้ายองุ่นรสชาติจะออกหวานและมีรสฝาดเล็กน้อย นิยมนำมาทำแปรรูปเป็นน้ำลูกหว้า เยลลี่ และแยม สารที่มีอยู่ในลูกหว้าจะเป็น สารกลุ่มแอนโธไซยานิน (ไซยานิดิน) กรดเอลลาจิก กรดเฟอรูลิก ซึ่งสารกลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งโดยพบว่า สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านมได้
 
ชนิดต่อมาคือ มะเกี๋ยง พบมากทางตอนเหนือของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา และน่าน โดยผลจะคล้ายคลึงกันกับลูกหว้า แต่มีขนาดที่เล็กกว่าและมีสีออกม่วงแดง ส่วนรสออกเปรี้ยวมากกว่าลูกหว้า จากการศึกษาพบว่า ผลของมะเกี๋ยง มีสารพฤกษเคมีที่สำคัญอยู่หลายตัว เช่น สารประกอบฟีนอลิก ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
 
“จากการทดสอบหาค่าของสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในอาหารแต่ละชนิดที่เรียกว่า The ORAC test หรือ Oxygen Radical Absorbance Capacity ซึ่งเป็นค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหาร อาหารที่มีค่า ORAC สูงสามารถปกป้องเซลล์และองค์ประกอบของเซลล์ให้ปลอดภัยจากการถูกทำลายเสียหายจากกระบวนการออกซิเดชัน ซึ่งมะเกี๋ยงเป็นผลไม้ที่มีค่า ORAC สูง ส่งผลให้ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และชะลอความเสื่อมของร่างกาย”
 
มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มเบอรี่เช่นกัน ลักษณะเป็นผลสีเขียว จัดเป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้มาอย่างยาวนาน รสชาติออกเปรี้ยวฝาด ๆ ตามตำราแพทย์พื้นบ้านจะนิยมนำมารักษาอาการไข้หวัด แก้เจ็บคอ ละลายเสมหะ
 
เมื่อศึกษาดูสารที่มีอยู่ในมะขามป้อมแล้วพบว่า มะขามป้อมมีปริมาณของวิตามินซีสูง โดยในผลมะขามป้อม 1 ผลจะมีวิตามินซีมากกว่าส้ม 2 ลูก และยังพบสารพฤกษเคมีอื่น เช่น สารกลุ่มแทนนิน เบนซินอยด์ เทอร์ปีน ฟลาโวนอยด์ อัลคาลอยด์ คูมาริน ที่มีส่วนช่วยในการลดการอักเสบของร่างกาย สามารถช่วยลดการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย
 
นอกจากนี้ยังพบว่า การรับประทานมะขามป้อมเป็นประจำจะช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือแอลดีแอล รวมถึง ไตรกลีเซอไรด์ จึงถือว่า เป็นการป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาถึงแนวคิดว่า สารสกัดจากมะขามป้อมจะช่วยลดการเกิดเซลล์มะเร็งโดยสามารถลดการเกิดเซลล์มะเร็งได้แล้วในสัตว์ทดลอง
 
ในส่วนของ ลูกหม่อน ปัจจุบันมีการนำเอาผลมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยผลสุกของลูกหม่อนจะมีสีออกม่วงแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เมื่อเปรียบเทียบกับบลูเบอรี่ที่เป็นที่นิยมในเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระแล้วลูกหม่อนของไทยหากเทียบในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน จะพบว่า ลูกหม่อนมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าบลูเบอรี่ 2-3 เท่า ซึ่งสารที่พบ คือ สารในกลุ่มโพลีฟีนอล แอนโทไซยานิน และเรสเวอราทอล สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง
 
“ลูกหม่อนเป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันที่จำเป็น คือ โอลิอิกและไลโนลิอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ในระบบประสาทและสมองช่วยให้ความจำดีขึ้น ยังมีการศึกษาว่า สารสกัดจากลูกหม่อนช่วยควบคุมความหิวทำให้ช่วยควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งยังมีการนำเอาใบหม่อนมาทำเป็นชา โดยพบว่า การดื่มชาใบหม่อนเป็นประจำจะช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้”
 
ผลไม้ไทยชนิดต่อมา คือ มะยม เป็นผลไม้รสเปรี้ยว นิยมนำมารับประทานโดยการนำมาทำตำมะยม ใส่ในน้ำพริกเพื่อให้ออกรสเปรี้ยว และปัจจุบันนิยมนำมาทำเป็นแยมส่งออกต่างประเทศ เพราะมะยมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น สารในกลุ่มแทนนินที่ช่วยต้านการเกิดเซลล์มะเร็ง ช่วยลดการเกิดการอักเสบในร่างกาย
 
รวมทั้งมีใยอาหารสูงช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติและลดการสะสมของของเสียในลำไส้ ทั้งนี้ เนื่องจากใยอาหารในมะยมมีทั้งชนิดที่ไม่ละลายน้ำและละลายน้ำ โดยใยอาหารที่ละลายน้ำจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลจึงช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มีการใช้มะยมในผู้ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังจากได้รับประทานมะยมแล้วจะมีอาการดีขึ้น
 
ดร.ฉัตรภา กล่าวต่อว่า มะเม่าหรือหมากเม่า จัดเป็นผลไม้ไทยในตระกูลเบอรี่ที่พบมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ทำไวน์ และแยม มะเม่านอกจากจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงเหมือนกับผลไม้ในตระกูลเบอรี่ทั้งหลายแล้ว มะเม่ายังมีแร่ธาตุเหล็กสูงซึ่งทางตำรายาไทยจะใช้รักษาภาวะโลหิตจางและบำรุงเลือด
 
รวมไปถึง โทงเทงฝรั่งหรือเคพกูสเบอรี่ ผลไม้ขนาดเล็กสีเหลืองทอง มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานมีกลิ่นหอมเฉพาะ เป็นผลไม้ตระกูลเดียวกันกับมะเขือ โดยข้างในผลจะมีเมล็ดเล็ก ๆ อยู่มากมาย สารอาหารสำคัญที่พบ คือ เบต้าแคโรทีนซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายจึงช่วยในเรื่องการมองเห็น ทำให้ผิวพรรณดี นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มไฟโตรสเตอรอลที่ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในร่างกายส่งผลให้ลดระดับคอเลสเตอรอลส่วนเกิน และบริเวณเปลือกของโทงเทงฝรั่งยังมีใยอาหารประ เภทเพคตินที่ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น
 
มาที่ เชอรี่ไทย ผลไม้สีแดงสด รสเปรี้ยว มีกลิ่นหอม ในหนึ่งลูกจะแบ่งออกเป็น 3 พู นิยมนำมาแปรรูปเป็นไอศกรีม เชอร์เบท แยม สารที่มีอยู่ในเชอรี่ไทย คือ สารในกลุ่มแอนโธไซยานินมีส่วนช่วยในการลดการอับเสบ การเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีสารกลุ่มแอนโธไซยานินเป็นประจำจะมีอารมณ์ดี และรู้สึกกระปรี้กระ เปร่า ยังมีการใช้เชอรี่ไทยในผู้ที่มีอาการท้องผูกเพื่อเป็นตัวที่ช่วยให้ขับถ่ายได้ดี
 
ผลไม้เบอรี่ไทยอีกชนิดหนึ่งก็คือ ตะขบ เป็นต้นไม้ที่ขึ้นง่ายพบได้ทั่วไปในบริเวณทุกภาคของประเทศไทย ตะขบถือว่าเป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูงชนิดหนึ่ง โดยใน 100 กรัมหรือประมาณ 25 ผล จะมีใยอาหารมากกว่า 6 กรัม ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอยู่ที่ 25 กรัม การกินตะขบ 1 ถ้วยเท่ากับได้ปริมาณ 1 ใน 4 ของใยอาหารที่แนะนำแล้ว
 
“จากการศึกษาพบว่า ตะขบมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส นอกจากนี้ ตะขบจะมีสารที่ให้สีแดงคือสารไลโคปีน กรดเอลลาจิก แอนโธไซยานิน และกรดแกลลิก ที่ช่วยทำให้ระบบการทำงานของต่อมลูกหมากดีขึ้น ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยดูแลหัวใจ นอกจากนี้ แพทย์แผนไทยยังใช้ตะขบในการรักษาอาการไข้ และเป็นยาบำรุงกำลังอีกด้วย”
 
หลังจากที่ได้รู้แล้วว่าประเทศไทยเรามีเบอรี่อยู่หลากหลายชนิด และแต่ละชนิดล้วนมีคุณประโยชน์มากมาย ดังนั้น การหันมารับประทานเบอรี่ไทย จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ เพื่อที่จะได้มีสุขภาพดี มีหัวใจที่ดี ในแบบวิถีไทยนั่นเอง.

................................

รูปแบบการรับประทานผลไม้ตระกูลเบอรี่

ในช่วงวัยของคนมีความต้องการอาหารและผลไม้ที่มีประโยชน์ เพื่อเข้าไปช่วยเสริมสร้างให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งผลไม้ตระกูลเบอรี่นับเป็นอีกทางเลือกของผลไม้ที่มีประโยชน์ให้เราได้เลือกรับประทานกันในหลายรูปแบบ
   
โดยการ กินผลไม้ตระกูลเบอรี่ที่ผ่านกรรมวิธีในการปรุง จะทำให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระลดลง และการกินในรูปของผลไม้หรือแบบตากแห้ง จะทำให้ได้รับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ ทางที่ดีควรกินแบบสด ๆ จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า.

Read more ...

ปลูกองุ่นบนอพาร์ทเม็นท์

2.1.57

สำหรับกิ่งพันธุ์องุ่นตอใหญ่ติดตาสามสายพันธุ์นี้ผมซื้อมาราคา 330 บาทซื้อที่ ตลาดต้นไม้วันพุธ-พฤหัส ที่จตุจักร เค้าขายราคาประมาณ 400 - 500 บาทไม่แน่นอนแล้วแต่คนขายแต่ผมต่อราคาเอา 

วิธีปลูกก้อไม่ยาก ซื้อดินกับกระถางใบใหญ่(ขอย้ำว่าใบใหญ่) เพราะองุ่นรากเค้าหากินผนผิวดินดังนั้นต้องหากระถางใบใหญ่ที่ปากกระถางต้องกว้างจะลึกหรือตื้นก้อไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่เน้นปากกระถางต้องกว้าง

เมื่อได้กระถางแล้วน้ำดินที่ซื้อมาหรือปรุงดินเองก้อได้พยายามหาปุ๋ยคอกใส่ให้เยอะส่วนผมใช้ดินถุงผสมกับขี้วัว(ดินใบก้ามปู) ใส่เศษอิฐเศษหินลงก้นกระถางนิดหน่อยเพื่อให้ระบายน้ำได้ดีใส่ดินที่เราผสมแล้วลงไปประมาณ1ใน3ของกระถางแล้วเอากิ่งองุ่นลงปลูกเอาดินใส่กลบกิ่งพันธุ์กดให้แน่นหาหลักมายึดไว้ด้วยกันกระเทือนใส่ดินอย่าให้เต็มกระถางให้อยู่ประมาณ 3ใน4 ของกระถางแล้วรดน้ำให้ชุ่มช่าวนี้รดน้ำวันเว้นวันก้อได้รอให้องุ่นยอดเลื้อยแล้วค่อยรดทุกวันซึ่งองุ่นชอบน้ำมาก 

เมื่อองุ่นยอดเริ่มเลื้อยเราก้อทำค้างให้เค้าเลื้อยส่วนผมอยู่อพาร์ทเมนต์ก้อเลยใช้ลวดขึงเอาแล้วใช้เชือกฟางเป็นสพานให้เค้าไต่ไปจนถึงค้างเส้นลวดที่ผมขึงเอาไว้เมื่อองุ่นไต่ไปจนถึงค้างก้อเด็ดยอดเพื่อให้เค้าแตกยอดเยอะ ๆเมื่อเราเด็ดยอดแล้วเค้าจะแตกยอดเป็นสองยอดเราก้อคอยจัดยอดให้เลื้อยไปตามค้างที่เราทำเอาไว้รอให้ยอดใหม่ยาวได้ประมาณ40-50ซม.ก้อเด็ดใหม่อีกเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ยิ่งมียอดมากยิ่งมีผลผลิตมาก(อย่าลืม) 

เมื่อปลูกองุ่นได้ 8-10 เดือน กิ่งองุ่นเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลก้อเริ่มวิธีการสำหรับให้องุ่นติดลูกช่วงนี้ให้ใส่ปุ๋ย 8-24-24 ซัก 1 กำมือแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ช่วงนี้รดน้ำทุกวัน

เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วประมาณ 15 วัน งดน้ำองุ่น10-15วันรอดูใบองุ่นว่าแห้งกรอบแล้วหรือยังถ้าแห้งแล้วก้อทำการตัดแต่งกิ่งโดยเด็ดใบออกให้หมด ตัดยอดกิ่งที่เป็นสีเขียวออกให้เหลือกิ่งที่เป็นสีน้ำตาดโดยแต่ละกิ่งควรให้มีตากิ่งติดอยู่5-8ตา แล้วน้ำกิ่งและใบที่ตัดไปทิ้งแล้ว

นำดินมาเติมที่กระถางพรวนดินแล้วลดน้ำให้ชุ่มทุกวัน 

อย่าลืมใส่ปุ๋ยคอกด้วนนะครับเค้าชอบซัก 10 วัน เค้าก้อแทงยอดพร้อมดอกแล้วหล่ะครับหลังจากนี้เค้าก้อโตของเค้าเอง 

หลังจากที่เราตัดแต่งกิ่งองุ่นแล้ว เราก้อรดน้ำองุ่นให้ชุ่มใส่ปุ๋ยคอกพรวนดินถ้าดินเหลือน้อยก้อเติมดินลงไปอีกเพื่อไม่ให้รากองุ่นลอย ช่วงนี้ต้องรดน้ำตลอดนะครับหลังจากนี้ ไม่เกิน15 วันองุ่นก้อจะแตกยอดอ่อนพร้อมกับดอก (โดยธรรมชาติองุ่นเมื่อแตกยอดอ่อนก้อจะมีดอกออกมาด้วยถ้ากิ่งนั้นสมบูรณ์)

หลังจากนี้ไปเขาก้อจะโตไว้มากแป๊ปเดียวลูกก้อจะโตมากโดยทั่วไปแล้วตามไร่องุ่นเค้าจะฉีดพ่นสารเคมีบางอย่างเพื่อให้องุ่นยืดช่อยืดลูกไม่ให้มันเบียดกันง่ายต่อการดูแลและลูกโตสำหรับผมแล้วไม่กล้าฉีดซื้อมาเหมือนกันกลัวมันอันตรายเพราะปลูกไว้กินเองไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมีกินอยู่แบบธรรมชาติดีที่สุด 

พอองุ่นเริ่มเข้าสีคือองุ่นเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดงก้อยังให้น้ำปกติและก้อใส่มูลค้างคาวซัก 2 กำมืือโดยโรยไปรอบ ๆ ต้น แค่นี้องุ่นผมก้อหวานแล้วจนองุ่นสีแดงเสมอกันหมดก้อให้น้ำน้อยลงโดยดูที่ดินอย่าให้แห้งจนเกินไปอาจจะรดน้ำวันเว้นวันแล้วเป็นสองวันให้ครั้งนึงก้อได้จนองุ่นเกือบดำก้องดน้ำเลยแล้วลองเด็ดลูกองุ่นมาชิมดูว่าพวงไหนหวานก้อตัดมาทานได้ 

องุ่นผมหวานกรอบทุกช่อแต่ไม่หวานจนบาดคอเพราะผมไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มความหวานแต่ถ้าใครอยากให้หวานมากๆก้อใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 ตอนที่องุ่นเริ่มเข้าสีก้อได้ไม่ว่ากันใส่ประมาณ 1- 2กำมือโดยหว่านรอบ ๆ ต้นนะครับ 

เมื่อเก็บผลิตเรียบร้อยแล้วก้อพักต้นซัก 20 - 30วันก้อเริ่มต้นทำให้ออกลูกใหม่ครับก้อทำเหมือนๆ เดิม ถ้าเราทิ้งระยะเวลาในการพรุนกิ่งนานก้อจะทำให้องุ่นออกลูกน้อยลง (อันนี้ผมเคยอ่านมาแต่จำไม่ได้ว่าจากที่ไหนแต่ผมเคยลองแล้วว่าจริง ๆ ด้วย)

ขอให้สนุกกับการปลูกองุ่นนะครับ
Read more ...

เกษตรกรที่ จ.สุรินทร์ปลูก"มัลเบอรี"ขายรายได้ดี

2.1.57
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกร ที่ จ.สุรินทร์ ปลูกต้น มัลเบอร์รี่ จำนวน 3 งาน สามารถเก็บผลผลิตลูกมัลเบอร์รี่ได้วันละ 40 กก. ขาย กก.ละ 100 บาท สามารถแปรรูปเป็นแยม ,น้ำผลไม้ได้
Read more ...

ม.แม่โจ้ ปลูกองุ่น ได้ผลผลิตดีในพื้นที่ราบ พร้อมส่งเสริมความรู้ให้กับเกษตรกร

1.1.57
โดยมติชน เมื่อ 15 มี.ค.2555

"องุ่น" ไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นที่รู้จักและนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย ดังนั้น ทางสาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงนำมาทดลองปลูกในพื้นที่ราบและพบว่าได้ผลผลิตมาก มีคุณภาพดี พร้อมส่งเสริมให้กับเกษตรกร

ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า จากการทดลองปลูกองุ่นบนที่สูงได้ผลดี แต่เมื่อเกษตรกรที่อยู่พื้นที่ราบต้องการปลูก ยังมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจว่าสามารถปลูกได้หรือไม่ จึงได้ทำแปลงทดลองที่สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี 2554 โดยได้นำยอดพันธุ์มาต่อกับต้นตอเดิมที่มีอยู่แล้ว อายุประมาณ 5 ปี (ระยะปลูก 1x4 เมตร) ซึ่งพันธุ์ที่นำมาทดลอง ได้แก่

พันธุ์ 

"บิวตี้ซีดเลสส์", 
"เฟลมซีดเลสส์", 
"เพอร์เร็ท" (Perlette), 
"เคียวโฮะ" (Kyoho), 
"พลานอร่า" (Planora) และ
องุ่นทำไวน์ อีก 2 สายพันธุ์ 

รวม 8 สายพันธุ์ 

โดยมีการจัดการกิ่งและตัดแต่งกิ่งแบบที่ให้ผลผลิตเรียงเป็นระเบียบคล้ายกับก้างปลา จึงเรียกวิธีการจัดกิ่ง "แบบก้างปลา" ซึ่งมีผลทำให้องุ่นออกดอก ติดผล และคุณภาพดี

ภายหลังจากทดสอบที่สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนเป็นที่แน่ใจว่า องุ่นสามารถให้ผลผลิตได้ดีถึงแม้ว่าปลูกในพื้นที่ราบ เมื่อนำเทคนิคการจัดการกิ่งแบบประณีตเข้ามาใช้ ทำให้สามารถผลิตองุ่นได้ดีขึ้นทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ

องุ่นที่ปลูกเน้นขึ้นค้างเพื่อการจัดกิ่งบนค้างให้ง่ายต่อการตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาโดยจัดกิ่งรูปตัวเอช (H) ซึ่งต่างจากระบบที่ทำกันทั่วไปแบบรูปตัวเอ็กซ์ (X) และทำให้ผลผลิตต่อต้นสูงและสม่ำเสมอในทุกๆ ปี โดยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 ครั้ง ต่อปี รวมถึงย่นระยะเวลาตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวสั้นลงโดยใช้ต้นตอที่แข็งแรงและปลอดโรค ตลอดจนลดการใช้สารเคมีป้องกันโรคและแมลง โดยการสร้างโรงเรือนพลาสติกป้องกันหมอกและฝน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดและแพร่ระบาดของโรค และเพิ่มความหวานให้สูงขึ้นในช่วงผลผลิตออกในฤดูฝนโดยใช้ต้นตอที่มีระบบรากที่ไม่แข็งแรงมาก

ส่วนขั้นตอนของการปลูก เริ่มจากจัดทำโรงเรือนพลาสติกและทำค้าง เพื่อป้องกันหมอกและฝนที่เป็นสาเหตุในการแพร่ระบาดของโรค สามารถลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงได้มาก ซึ่งการทำโรงเรือนพลาสติกสามารถทำแบบดี โดยมีการระบายอากาศและปิดข้างด้วยตาข่ายป้องกันแมลงและนกได้ แต่ทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น หรือทำแบบอย่างง่ายเพื่อลดต้นทุนโดยการคุมพลาสติกเฉพาะด้านบน ส่วนด้านข้างเปิดโล่ง 

ส่วนการทำค้างสามารถใช้ลวดขึงบนโครงสร้างของโรงพลาสติกได้ โดยไม่ต้องใช้โครงสร้างของค้างภายในโรงเรือนหรือโรงพลาสติกซึ่งจะช่วยลดต้นทุนลงได้ การขึงลวดทำค้างให้มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 180 เซนติเมตร และมีความกว้าง 3.5-4 เมตร เพื่อง่ายในการจัดการดูแลรักษาและการจัดกิ่งบนค้าง โดยขึงลวดในแนวยาว เพียงด้านเดียวจากหัวแปลงไปถึงท้ายแปลง มีระยะห่างของลวดประมาณ 25-30 เซนติเมตร

จากนั้นเตรียมดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ทดสอบได้อย่างง่ายๆ คือ ขุดหลุมกว้างประมาณ 20-30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เมตร และเทน้ำให้เต็มหลุม ถ้าดินมีการระบายดี น้ำจะแห้งอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าดินระบายน้ำไม่ดีหรือดินเหนียว น้ำขังเป็นเวลานาน รากองุ่นก็จะแช่น้ำนาน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์แข็งแรงของต้นองุ่นด้วย ถ้าไม่สามารถเลือกพื้นที่หรือสภาพดินได้ต้องทำระบบร่องระบายน้ำใต้ดิน โดยทำร่องน้ำเล็กๆ ไว้ใต้หลุมปลูกซึ่งเมื่อฝนตกลงมาน้ำจะค่อยๆ ซึมผ่านลงร่องระบายอย่างช้าๆ ทำให้น้ำไม่ขังอยู่ภายในหลุมและดินไม่แห้งเร็วจนเกินไป ซึ่งมีผลเป็นอย่างมากต่อการปลูกและจัดการดูแลรักษาองุ่นในระยะยาว

สำหรับการตัดแต่งกิ่งกระตุ้นการออกดอกและติดผล เพื่อเพิ่มคุณภาพหลังจากจัดกิ่งบนค้างได้สมบูรณ์ และรอจนกระทั่งกิ่งเปลี่ยนสี มีอายุประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งช่วงนี้กิ่งแขนงหรือกิ่งย่อยจะมีการพัฒนาตาดอก โดยกิ่งเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลและตาข้างมีลักษณะนูนกลมในตำแหน่งตาที่ 5-6 ตัดแต่งเพื่อกระตุ้นให้ออกดอกและติดผล โดยตัดแต่งในช่วงตำแหน่งตาที่ 5 หรือ 6 หลังจากตัดแต่งแล้ว เด็ดใบทิ้งเพื่อกระตุ้นให้ตาดอกแตกพร้อมกันทุกกิ่งและสม่ำเสมอ

หลังจากตัดแต่งกิ่งและเด็ดใบเสร็จ ป้ายหรือพ่นสารกระตุ้นการแตกตาดอกให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้มีการแตกตาดอกพร้อมกัน หลังจากนั้น พ่นฮอร์โมนเพื่อยืดช่อดอกและขยายขนาดผลที่ช่อ ซึ่งจะพ่น 2 ครั้ง คือ ช่วงดอกบาน และหลังดอกบาน 10 วัน พร้อมทั้งตัดแต่งผล ครั้งที่ 1 หลังดอกบานประมาณ 10 วัน และครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์ 

นอกจากนี้ ยังห่อผลเพื่อให้สีผิวผลองุ่นสีนวล ผลโตขึ้นมีคุณภาพดี จะเริ่มห่อองุ่นในช่วงเปลี่ยนสีหรือหลังดอกบานประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ซึ่งมีอายุการติดผลถึงเก็บเกี่ยวไม่เท่ากัน

สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมีอายุประมาณ 90-120 วัน หลังจากดอกบาน โดยมาตรฐานทั่วไปเฉลี่ยความหวานไม่ต่ำกว่า 16 องศาบริกซ์ สามารถเก็บเกี่ยวได้ แต่ปัญหาเรื่องความหวานต่ำมักพบในช่วงฤดูฝนซึ่งต้องงดน้ำก่อนเก็บประมาณ 2 สัปดาห์ และพ่นปุ๋ย 0-0-60 หรือบอริกแอซิด ทางใบ 4 และ 2 สัปดาห์ ก่อนเก็บ จะช่วยหยุดการเจริญเติบโตของยอดอ่อนและช่วยเพิ่มความหวานสูงขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจเทคนิคการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตองุ่น ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ โทร. (089) 264-2853, (083) 863-4458
Read more ...

แม่โจ้แนะนำการปลูกต้นองุ่นในกระถางให้ผลผลิตดี

1.1.57
 
เมื่อ 12 ธ.ค.2555

ดร.ชินพันธ์ ธนารุจ อาจารย์สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ต้องการสร้างทางเลือกในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกองุ่น โดยรูปแบบการปลูกจะไม่ใช้วิธีขุดต้นที่ให้ผลผลิตแล้วจากแปลงมาลงปลูกในกระถาง

วิธีขยายพันธุ์และปลูกลงกระถางจะใช้วิธีเปลี่ยนยอด โดยเริ่มจากนำต้นตอองุ่นป่าที่ปักชำไว้จนออกรากแล้ว ย้ายปลูกลงในถุงดำ วัสดุปลูกที่ใช้ทำจากดินร่วนผสมถ่านแกลบก้อนเชื้อเห็ดเก่าทรายและปุ๋ยคอกอย่างละ 1 ส่วน วัสดุนี้มีน้ำหนักเบาทำให้เคลื่อนย้ายได้ง่าย หลังปลูกต้นตอ 1 สัปดาห์ จึงเปลี่ยนยอดเป็นองุ่นพันธุ์ดี เช่น พันธุ์บิวตี้ ซีดเลส (BEAUTY SEEDLESS) หรือพันธุ์องุ่นสำหรับผลิตไวน์ ที่ให้ผลผลิตได้ง่าย ทั้งนี้ควรตั้งไว้ในที่ร่ม ดูแลรดน้ำทุกๆ 2-3 วัน

หลังจากเปลี่ยนยอด 2 สัปดาห์ ใช้เชือกผูกรั้งต้นองุ่นไว้กับขื่อ และคอยจัดแต่งต้นให้เลื้อยไปกับเชือกที่ขึงไว้ เมื่อต้นมีอายุ 3-4 เดือน ให้ตัดแต่งต้น จากนั้นอีก 1 เดือน ก็จะออกดอกรุ่นแรก เมื่อเริ่มติดผลเล็กๆ จึงย้ายลงปลูกในกระถางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้วขึ้นไป ก่อนปลูกให้วางโครงเหล็กสูง 1 - 1.5 เมตร ลงไปในกระถาง แล้วนำต้นองุ่นลงปลูก เติมวัสดุปลูกให้เต็มกระถาง จัดเถาให้เลื้อยไปตามรูปทรงของโครงเหล็กผูกยึดลำต้นและกิ่งให้แน่น แล้วดูแลใส่ปุ๋ยรดน้ำตามปกติ จากการทดลองปลูกด้วยวิธีนี้ต้นองุ่นจะให้ผลผลิตได้ดีกว่าการขุดจากแปลงมาปลูกในกระถาง

เกษตรกรที่ปลูกองุ่นเป็นอาชีพหลักนำวิธีนี้ไปปรับใช้ได้ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับต้นองุ่น เพราะสามารถขายเป็นของฝากของขวัญได้
 
Read more ...

การผลิตฝรั่งแบบประณีตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการปลูกฝรั่งขึ้นค้าง ตอนที่ 2 (จบ)

1.1.57
หลักการและแนวความคิดในการผลิตฝรั่งขึ้นค้าง ได้ดัดแปลงมาจากการผลิตองุ่น แบบปราณีต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการเลี้ยงกิ่งองุ่น อย่างเป็นระเบียบ แบบก้างปลา ซึ่งทำให้กิ่งมีความสม่ำเสมอและให้ผลผลิตดี ฝรั่งมีการเจริญเติบโตและนิสัยการออกดอกและติดผลคล้ายองุ่น คือ จะออกดอกและติดผลที่ยอดใหม่หลังจากที่มีการกระตุ้นให้ออก ซึ่งฝรั่งสามารถออกดอกและติดผลได้ง่ายกว่า จึงได้พัฒนาระบบการผลิตฝรั่งขึ้นค้างเพื่อให้กิ่งที่สม่ำเสมอและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี

การจัดการกิ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต : ฝรั่งเป็นไม้ผลที่สามารถให้ผลผลิตตลอดปี กรณีที่มีการดูแลรักษาดีผลผลิตจะได้คุณภาพดี ปค่ถ้าหากดูแลไม่ดีผลผลิตที่ได้จะไม่มีคุณภาพตจำเป็นต้องตัดทิ้งและบังคับให้ออกในกิ่งใหม่

หลักการคือ : ในการผลิตฝรั่งขึ้นค้างจะมีข้อดีคือเมื่อโน้มกิ่งที่ให้ผลผลิตหรือกิ่ง cane ลง ในช่วงที่แตกยอดอ่อนหรือที่โคนของกิ่ง cane (ภาพที่ 8 ก และ ข ) ซึ่งกิ่งเหล่านี้จะเป็นกิ่งที่พร้อมจะให้ผลผลิตในช่วงต่อไป โดยเราจะปล่อยให้กิ่งเจริยเติบดตตั้งขึ้นจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงทำการตัดแต่งกิ่งที่ให้ผลผลิตแล้วออกไป และโน้มกิ่งกระโดงที่ตั้งอยู่ลงมาแทนที่และยึดกิ่งติดกับลวด

การจัดทรงต้นขึ้นค้างแบบรูปตัววาย (Y-Shaped) ในการเลี้ยงกิ่งฝรั่งขึ้นค้างแบบผืนพบว่า มีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของกิ่งที่ค่อนข้างช้า สาเหตุมาจากการโน้มกิ่งให้นอนราบไปกับค้าง ด้วยองศาของกิ่งและยอดที่ต่ำลงทำให้การเจริญเติบโตของกิ่ง cane ช้าลง และยังส่งผลทำให้กิ่งกระโดงแตกได้ง่ายและเร็วเกินไป การแตกกิ่งกระโดงบนกิ่งกระโดงแตกได้ง่ายและเร็วเกินไป การแตกกิ่งกระโดงบนกิ่งหลังหรือโคนกิ่ง cane จะมีผลทำให้กิ่งกระโงข่มกิ่ง cane ที่กำลังจะให้ผลผลิตทำให้กิ่งไม่เจริญเติบโต ต้องมีการตัดแต่งกิ่งกระโดงทิ้งเพื่อลดการข่มของกิ่งกระโดง ดังนั้น จากการทดสอบจึงได้คิดหาวิธีการลดกิ่งกระโดง โดยการจัดการกิ่งรูปตัววาย (Y-Shape) ซึ่งจะทำให้กิ่ง cane มีความสม่ำเสมอทั้งขนาดและความยาวของกิ่ง นอกจากนี้ยังช่วยลดการเกิดกิ่งกระโดงได้ดีอีกด้วย ซึ่งการจัดทรงต้นแบบตัววาย ได้ทำแปลงทดสอบสาธิตในโครงการพระราชดำริ โครงการชั่งหัวมันที่ จ.เพชรบุรี ซึ่งจะเป็นที่สำหรับศึกษาดูงานให้กับเกษตรกรและผู้สนใจต่อไป


ภาพที่ 8 : การโน้มกิ่งแทนที่กิ่งเก่าที่เก็บผลผลิตแล้ว 

ก)ลักษณะกิ่งข้าง cane ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วและมีกิ่งกระโดงตั้งขึ้นบริเวณกิ่งหลังหรือโคนกิ่งโคน cane 

ข)ตัดกิ่ง cane เก่าที่เก็บผลผลิตแล้วออก 

ค)ภาพหลังการตัดกิ่ง cane ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทิ้งแล้ว 

ง)โน้มกิ่ง cane ที่เป็นกิ่งกระโดงลงมาแทนกิ่งเก่าที่ตัดทิ้งไป



แบบจำลองการจัดกิ่งบนค้างแบบเป็นรูปตัว Y โดยการจัดเรียงบนค้างอย่างเป็นระเบียบแบบก้างปลา 



ประเมินผลตอบแทนกำไรขาดทุนในรอบ 3 ปีต่อพื้นที่ 1 ไร่ 

พื้นที่ 0.5 ไร่ ประกอบด้วยดรงเรือนจำนวน 4 โรงเรือน มีจำนวนต้นที่ปลูก 60 ต้น(ระยะปลูฏ 4*3 ตารางเมตร) โดยปลูกจำนวน 6 แถว ๆ ละ 10 ต้น

ในการคำนวณเบื้อต้น ผลผลิตชุดแรกจะเริ่มให้ผลผลิตหลังปลูก 1 ปี และสามารถผผลิตได้ 2 ครั้ง ต่อปี

ซึ่งจะให้ผลผลิต 50 กก. ต่อต้น มีฝรั่งจำนวน 60 ต้น จะได้ 3,000 กก. จำหน่ายในราคา 25 บาท/กก. จะมีรายได้ 75,000 บาท

และคิดค่าจัดการความเสี่ยง 20% ในปีที่ 1 ของผลผลิตทั้งหมด ดังนั้น จะมีรายรับประมาณ 60,000 บาทในปีแรก และ 150,000 บาท ในปีถัดไป (ผลผลิต 2 ครั้ง * 60,000 บาท)
อนึ่งการผลิตฝรั่งเพื่อการค้าแบบการจัดการดูแลและการตัดแต่งและการจัดการกิ่งใหม่ ให้ผลผลิตแทนกิ่งเก่าเป็นเทคโนโลยีแนวใหม่ ถึงแม้ว่าจะลงทุนสูงแต่สามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มทุนได้และมีกำไรในปีที่ 2 และเพิ่มขึ้นในปีที่ 3 และปีถัดไป ตามที่ได้แสดงในตารางประเมินผลตอบแทนกำไรขาดทุนในรอบ 3 ปี
ที่มาและภาพประกอบ :
ดร.ชินพันธ์ ธนารุจ."การผลิตฝรั่งแบบประณีตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการปลูกฝรั่งขึ้นค้าง ตอนจบ".วารสารเคหการเกษตร 37,ฉบับที่ 10(2556):107-110
Read more ...

การผลิตฝรั่งแบบประณีตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการปลูกฝรั่งขึ้นค้าง ตอนที่ 1

1.1.57
หลักการและแนวความคิดในการผลิตฝรั่งขึ้นค้างได้ดัดแปลงมาจากการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการเลี้ยงกิ่งให้มีความสม่ำเสมอและให้ผลผลิตได้ดี ฝรั่งมีการเจริญเติบโตและนิสัยการออกดอกติดผลที่คล้ายกับองุ่น คือ จะออกดอกและติดผลที่ยอดใหม่หลังจากมีการกระตุ้นให้ออก ซึ่งฝรั่งสามารถออกดอกและติดผลได้ง่ายกว่า จึงได้พัฒนาระบบการผลิตฝรั่งขึ้นค้างเพื่อให้ได้กิ่งที่สม่ำเสมอ และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี

ภาพที่ 1: ลักษณะการผลิตฝรั่งขึ้นค้างโดยการทำค้างแบบผืน(Pergola)ที่ทำให้การจัดการดูแลรักษาได้ง่าย 

ฝรั่งมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายเพราะเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทยซึ่งคนไทยรู้จักและนิยมบริโภคฝรั่งกันอย่างแพร่หลายทั้งในรูปผลสดและแปรรุปต่างๆ จากที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นผลดีต่อผู้ผลิตเพราะสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ง่าย และจะได้ราคาสูงขึ้นถ้าหากสามารถ ผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง

ปัญหาของการผลิตฝรั่งโดยทั่วไป คือ ฝรั่งเป็นไม้ผลที่ปลูกง่ายเจริญเติบโตได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศไทยจึงการปลูกกันอย่างแพร่หลาย มีทั้งการปลูกแบบที่มีการจัดการที่ดีและปลูกแบบไม่มีการจัดการเลย ทำให้คุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอและมีราคาไม่คงที่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง โดยเฉพาะแมลงวันผลไม้ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ผลผลิตฝรั่งไม่ได้คุณภาพ และไม่สามารถจำหน่ายได้

กรณีที่จะปลูกเป็นการค้า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องห่อผลทุกผลซึ่งการห่อผลจะทำให้ผิวสวยและมีคุณภาพดี ฝรั่งเป็นไม้ผลที่ออกดอกและติดผลง่ายไม่จำเป็นต้องมีการบังคับให้ยุ่งยากแบบองุ่นหรือลำไยเพียงตัดแต่งกิ่งให้ได้กิ่งที่สม่ำเสมอก็จะให้ผลผลิตที่ดีและสม่ำเสมอ เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดทรงต้นแบบขึ้นค้างและการเลี้ยงกิ่งแบบก้างปลา(ภาพที่ 5 ) โดยให้กิ่งที่จะให้ผลผลิต(cane)มีขนาดและความยาวสม่ำเสมอกันทุกกิ่งซึ่งจะส่งผลให้การออกดอกและติดผลง่าย ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี ประกอบกับการทำค้างจะช่วยให้มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ลดการเกิดโรค ช่วยลดการใช้สารเคมี และ ยังสะดวกในการห่อผล ทำให้ผลผลิตได้คุณภาพดี นอกจากนี้กิ่งบนค้างยังสามารบดบังแสงแดดให้กับผลผลิต จึงไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษห่อผลก่อนที่จะห่อด้วยถุงหลาสติก ปละยังช่วยบังแสงแดดให้กับชาวสวนผู้ปลูกได้อีกทางหนึ่งด้วย

ในการทดสอบการผลิตฝรั่งแบบขึ้นค้าง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นต้นแบบและเป็นแปลงสาธิตในการผลิตแบบประณีต โดยการใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตฝรั่งให้ได้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการผลิตนอกฤดู หรือ ผลิตให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ทำให้ผู้ปลูกมีรายได้ดีและเป็นการส่งเสริมเผยแพร่และถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตฝรั่งระบบค้าง ให้กับเกษตรกรปละผู้สนใจทั่วไปให้มีการผลิตที่ปราณีตและได้คุณภาพอย่างแพร่หลายต่อไป


ภาพที่ 2 : ลักษณะการทำค้างแบบผืนผ้า(Pergola) และการดึงลวดททางเดียวจากหัวแปลงไปท้ายแปลง 

++ การเตรียมการจัดทำค้าง ++

การทำค้างนอกจากทำให้การจัดการดูแลฝรั่งได้ง่ายแล้วยังช่วยให้มีการรับแสงแดดได้ดีและมีการระบายถ่ายเทอากาศ ลดการเกิดโรคและรวมถึงลดการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคด้วย ซึ่งการทำค้างสามารถทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการจัดการหรือวัตถุประสงค์ในการจัดการ เช่น ทำเพื่อผลิตฝรั่งเพื่อการค้าหรือทำเพื่อเป็นซุ้ม หรือร่มเงา เพื่อการท่องเที่ยวหรือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ในที่นี้ผู้เขียนขอเน้นการจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเพื่อการค้า โดยสามารถทำค้างเป็น 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 : การทำค้างเป็นผืน(Pergola) สามารถทำค้างเป็นผืนทั้งแปลง (ภาพ 2 ) โดยใช้เสาคอนกรีตอัดแรงหรือเสาไม้เนื้อแข็งขุดฝังดินและใช้ไม้เนื้อแข็งหรือเหล้กกล่องหรือเหล็กตัวซีทำคาน ให้มีความสูงจากผิวดินประมาณ 180 ซม. ดึงเส้นลวดเบอร์ 16 แนวหัวท้ายแปลงให้มีระยะห่างระหว่างเส้นลวดประมาณ 30 ซม. เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกิ่งบนค้าง และการระบายอากาศ ลดการเกิดโรค(ภาพที่ 1) ซึ่งการทำค้างแบบเป็นผินจะช่วยลดต้นทุนแต่มีข้อเสียคือกิ่งที่ได้อาจมีขนาดเล็กลง แต่จะมีข้อดีคือฝรั่งมีความหวานสูง

แบบที่ 2 : การทำค้างรูปตัววาย (Y-shaped) การทำค้างแบบนี้มีลักษณะคล้ายกับการทำเป็นผืนเพียงแต่จะยุ่งยากกว่าเล็กน้อบคือต้องลดระดับเส้นลวดในส่วนที่เป็นกิ่งหลักลงเพื่อให้กิ่ง cane ตั้งขึ้นเป็นมุม 45-60 องศา จะทำให้กิ่ง cane สามารถเจริญเติบโตได้ดีทำให้ได้กิ่งที่ใหญ่และโดยทั่วไปผรั่งเป็นไม้ผลที่ออกดอกและติดผลในยอดที่แตกใหม่ได้ง่าย ดังนั้นการโน้มกิ่งลงมาเพียงเล็กน้อยจะไม่ส่งผลต่อการออกดอกติดผล แต่ทำให้กิ่ง cane มี่คุณภาพดี และจะส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดีขึ้นด้วย (ภาพที่ 3 ) ซึ่งในการทำค้างแบบตัววายได้ทำเป็นแปลงสาธิตที่โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี


ภาพที่ 3 : ลักษณะทำค้างรูปตัววาย(Y-shaped) และการดึงลวดทางเดียวจากหัวแปลงไปท้ายแปลง 

การจัดการกิ่งฝรั่งบนค้าง : ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้น เมื่อนำมาจัดการกิ่งขึ้นค้างถือเป็นเทคนิคการจัดการแบบใหม่ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ความเข้าใจถึงนิสัยการเจริยเติบดตของฝรั่งและนำมาประยุกตืใช้กับการจัดการกิ่งบนค้าง ซึ่งดดยทั่วไปฝรัางจะออกดอกและติดผลได้ดีหลังจากที่แตกยอดใหม่ กล่าวคือ เมื่อมียอดใหม่แตกออกมาจากกิ่งที่ให้ผลผลิต (cane) ประมาณ 3-5 คู่ใบก็จะมีดอกออกมาให้เห็น ดังนั้นถ้าเราทำการจัดเรียงกิ่ง cane ให้เป็นระเบียบแบบก้างปลาบนค้าง(ภาพที่ 4)และบังคับให้กิ่ง cane มีขนาดและความยาวสม่ำเสมอทั้งต้น ซึ่งจะได้จำนวนกิ่ง cane ประมาณ 40 กิ่งต่อต้น (ระยะปลูกระหว่างแถว 3 เมตร ระหว่างต้น 4 เมตร)


ภาพที่ 4 : แบบจำลองการจัดกิ่งบนค้างแบบเป็นผืน โดยการจัดเรียง อย่างเป็นระเบียบแบบก้างปลา

ในแต่ละกิ่ง cane จะมีความยาวประมาณ 1-1.5 เมตร สามารถบังคับให้เกิดยอดใหม่ได้ 10-15 ยอดใหม่ ในการจัดกิ่งเมื่อฝรั่งให้ผลผลิตจะทำให้สามารถให้ผลผลิตต่อกิ่งได้มากขึ้นคือ 5 ผลต่อ 1 กิ่ง cane (โดยทั่วไปจะตัดแต่งผลทิ้งโดยให้ติด ผลประมาณ 5 ผลต่อกิ่ง cane) เพราะมีเส้นลวดรองรับกิ่งที่ให้ผลผลิตทำให้สามารถให้ผลผลิตต่อกิ่ง cane เพิ่มได้มากขึ้นและลดปัญหาเรื่องกิ่งหักเมื่อผลผลิตมีขนาดใหญ่ขึ้น

ภาพที่ 5 : การปลูกฝรั่งขึ้นค้างที่มีการจัดการกิ่งแบบประณีต 

(ก) ลักษระค้างแบบผืน 

(ข) การเด็ดยอดเพื่อแตก 2 ข้าง และ เลี้ยงต้นฝรั่งขึ้นค้าง

(ค)การเลี้ยงกิ่งหลักออก 2 ข้างตามแนวลวด

(ง)การเลี้ยงแบบกิ่งก้างปลา 


ภาพที่ 6 : การจัดกิ่งฝรั่งขึ้นค้างที่มีการจัดการแบบประณีต

ก)ลักษณะกิ่งข้าง cane ที่แตกออกจากกิ่งหลัก 

ข)ปล่อยกิ่งข้าง cane ให้เจริญตั้งตรงขึ้นไปประมาณ 80 ซม. 

ค)โน้มกิ่ง cane ลงโดยการโน้มสลับกิ่งให้ออกซ้าย-ขวาแบบก้างปลา และผูกยึดติดแนวลวด

ง)เด็ดปลายยอดกิ่ง cane ที่ได้ความยาวตามต้องการเพื่อให้กิ่งที่เจริญยังไม่เต็มที่เจริญต่อ

จ)เครื่องยึดกิ่งให้ติดแนวลวดจะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น

ฉ)กิ่งที่ยึดติดกับลวดและจัดกิ่งอย่างเป็นระเบียบ 

นอกจากนี้การจัดการกิ่งบนค้างจะทำให้ง่ายต่อการประมาณการณ์ผลผลิตโดยการไว้จำนวนหิ่ง ประมาณ 10 กิ่ง cane ต่อความยาวของกิ่งประมาณ 1 เมตร ในแต่ละกิ่ง cane จะให้ผลผลิตประมาณ 5 ผล ถ้าปลูกระหว่างต้น 4 เมตร จะได้กิ่ง cane จำนวน 40 กิ่งซึ่งจะได้ผลผลิตประมาณ 200 ผล ปริมาณ 2-3 ผลต่อกิโลกรัม จะได้ผลผลิต 50-70 กิโลกรัม และจะเพิ่มมากขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อต้นมีอายุมากขึ้น ถือเป็นการจัดการผลผลิตที่ประณีตและคุ้มค่าต่อการลงทุน

++ วิธีการเลี้ยงกิ่ง ++

1. เริ่มจากการปลูกผรั่งให้มีลำต้นเดี่ยวตั้งตรงจนถึงค้างที่ความสูงประมาณ 180 ซม. โดยการใช้ไม้หรือเชือกบังคับต้นให้ตั้งตรงและหมั่นเด็ดยอดที่แตกด้านข้างลำต้นออกเพื่อให้เจริญเติบดตให้ถึงค้างได้อย่างรวดเร็ว

2. เมื่อต้นถึงค้างให้เด็ดปลายยอดออก โดยเด็ดยอดให้ต่ำกว่าค้างประมาณ 25 ซม. หรือ ประมาณ 1 คืบ จากนั้นปล่อยฝห้แตกยอดข้าง 2 ยอด และปล่อยให้เจริญเติบโตและยางพ้นค้างประมาณ 80 ซม.(ภาพที่ 5 ข)

3. โน้มกิ่งทั้ง 2 ด้าน(กิ่งหลัก) ที่สูงจากลวดลงและทำการยึดกิ่งให้จิดกับเส้นลวดทั้ง 2 กิ่ง (ภาพที่ 5 ค)

4. เมื่อโน้มกิ่งหลักลงจะทำให้แตกกิ่งข้างออกจากกิ่งหลัก ปล่อยให้กิ่งข้างเจริญเติบโตและมีความยาวประมาณ 80 ซม. จากนั้นโน้มกิ่งลงให้กิ่งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบคล้ายก้างปลา(เลี้ยงกิ่งแบบก้างปลา)และมัดกิ่งให้ยึดติดกับลวก ซึ่งกิ่งก้างปลาจะเปลี่ยนเป็นกิ่งที่ให้ผลผลิต(cane)(ภาพที่ 5 ง)

5. เลี้ยงกิ่งหลักและกิ่ง cane ให้มีความยาวและกิ่งเต็มค้างโดยการเด็ดปลายยอดของกิ่ง cane เมื่อได้ความยาวตามที่ต้องการ(1-1.5 เมตร) ซึ่งการเด็ดยอดจะเป็น การบังคับให้มีการเจริญบริเวณส่วนปลายยอดของกิ่งหลัก และ กิ่ง cane ที่แตกออกมาใหม่ข้าวงยอดหลักเพื่อบังคับให้มีการเจริญเติบโตของกิ่งจนเต็มค้างและยึดกิ่งให้มีช่องว่างที่สม่ำเสมอ(15-20 ซม.) เพื่อให้แดดส่องถึง เพื่อลดการระบาดของโรคและทำให้ใบรับแสงได้เต็มที่ (ภาพที่ 6 ก-ง)

6. ในช่วงการเจริญเติบโตให้ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และ ปุ๋ยเคมี สูตร46-0-0 ผสมกับ 15-15-15 อัตรา 20 กรัม (1 ช้อนแกง ) ต่อต้น ใส่จนกระทั่งกิ่งโตเต็มค้าง

7. เมื่อกิ่งเต็มค้างให้เปลี่ยนใส่ปุ๋ยสุตร 8-24-24 เพื่อกระตุ้นการสร้างตาดอก เมื่อกิ่ง cane เริ้มเปลี่ยนสีให้ทำการงดน้ำประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นการออกดอกที่สม่ำเสมอ

8. เมื่อแตกยอดใหม่บนกิ่ง cane ประมาณ 3-5 คู่ ใบจะเริ่มออกดอกที่ยอดใหม่ (ภาพที่ 7 ก) และยอดที่แตกออกจากกิ่ง cane ที่มีจำนวนมากให้ทำการปลิดหรือตัดทิ้งให้เหลือไว้ประมาณ 5-7 ยอดโดยสลับยอดให้ออกซ้าย-ขวา
ภาพที่ 7 : การจัดการผลผลิตฝรั่งขึ้นค้าง 

(ก) ลักษระยอดที่แตกจากกิ่ง cane และมีดอกจำนวนมาก 

(ข) ยอดที่แตกจากกิ่ง cane ที่ต้องตัดทิ้งให้เหลือเพียง 5-7 ยอด 

(ค) ขนาดผลที่พร้อมจะห่อ 

(ง) ถุงห่อใช้ถุงห่อมะม่วง(ถุงคาร์บอนภายนอกสีน้ำตาล ภายในสีดำ ) 

 และจะติดผลภายใน 1 สัปดาห์ เมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้นเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ทำให้การผลิตผลในแต่ละยอดอ่อนที่แตกใหม่ให้เหลือ 1 ผล ต่อยอด (ภาพที่ 7 ข)

โดยเลือกผลที่มีรูปทรงที่ดีที่สุดและไม่ถูกโรคหรือแมลงเข้าทำลาย (ภาพที่ 7ค)

9. ห่อผลด้วยถุงหลาสติกใส(ไม่ต้องห่อกระดาษเพราะมีใบบังแสงแดด) หรือถุงห่อที่เป็นกระดาษสีขาวหรือถ้าต้องการให้สีผิวผลออกมาสีขาวให้ใช้ถุงห่อกระดาษคาร์บอน(ถุงห่อผลมะม่วง) (ภาพที่ 7 ง)

10. ผลผลิตที่ได้จะมีทั้งปริมาณและคุณภาพที่ดีขึ้นเนื่องจากกิ่งและยอดที่ให้ผลผลิตมีขนาดสมดุลกันทั้งต้น ทำให้การกระจายธาตุอาหารเป็นไปอย่างทั่วถึง ทั้งนี้การห่อผลยังช่วยในการเพิ่มขนาดผลผลิตได้และยังป้องกันการเข้าทำของโรค แมลง และ สัตว์ต่างๆ ได้

ติดตามอ่านเทคโนโลยีการปลูกฝรั่งขึ้นค้างต่อในฉบับหน้า ..

ที่มาและภาพประกอบ : 
ดร.ชินพันธ์ ธนารุจ."การผลิตฝรั่งแบบประณีตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการปลูกฝรั่งขึ้นค้าง".วารสารเคหการเกษตร 37, ฉบับที่ 9(2556):109-113
Read more ...

ปลูกไม้ผลในกระถาง

1.1.57
เมื่อ 5 ก.ค.2554

การปลูกไม้ผลในกระถางแบบนี้ นอกจากจะได้ความสวยงามแล้ว ยังได้ผลผลิตไว้รับประทานด้วย อีกทั้งสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่จำกัดเหมาะกับสภาพความเป็นอยู่ ของชุมชนเมืองในปัจจุบัน แต่การปลูกในกระถาง มักจะมีปัญหาต้นไม้ผลให้ผลผลิตน้อย หรือไม่ยอมให้ผลเลย

ตามทันเกษตรมีคำแนะนำการใช้วัสดุปลูกให้เหมาะสม กับการปลูกไม้ผลในกระถาง ที่ช่วยให้ได้ผลผลิตดี ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยของ คุณพิชัย สมบูรณ์วงศ์ นักวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

วัสดุปลูกที่เหมาะสม ต้องโปร่งและเบา ที่สำคัญต้องมาจากแหล่งที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง แนะนำให้ใช้

แกลบดิบเก่า 2 ส่วน ผสมกับดินดำและปุ๋ยคอกจากมูลวัว อย่างละ 1 ส่วน 

ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมต่อต้นไม้ผลในกระถาง นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในถุงดำขนาด 4 X 7 นิ้ว ประมาณ 1 ส่วน 4 ของถุง นำกิ่งพันธุ์ไม้ผลลงปลูก ให้กิ่งตั้งตรง แล้วตักวัสดุปลูกใส่ให้เต็มถุงดำ อัดให้แน่น รดน้ำตามทันที เลี้ยงไว้ในที่ร่มให้น้ำวันเว้นวัน ประมาณ 1 เดือนจะเริ่มมีรากงอกออกมาและเจริญเติบโตเป็นต้นกล้า

จึงย้ายไปปลูกในกระถางขนาด 15 นิ้ว ใช้หญ้าแห้งหรือฟางคลุมวัสดุปลูกไว้ รดน้ำตามทันที นำไปวางเลี้ยงไว้กลางแจ้ง ให้ใช้อิฐบล็อกวางรองก้นกระถางไว้ด้วย เพื่อป้องกันรากชอนไชลงพื้นดิน ระหว่างนี้คอยหมั่นเติมวัสดุปลูกซึ่งเป็นอาหารของต้นไม้ผลไม่ให้ยุบด้วย 

ส่วนการดูแลระวังรากเน่า แนะนำให้น้ำเพียง 3 วันครั้งเท่านั้น 

บำรุงต้นด้วยปุ๋ยสูตรเสมอเดือนละครั้ง ครั้งละ 1 ช้อนชาก็พอ ต้องระวังไม่ใส่ปุ๋ยชิดโคนต้น เพราะจะทำให้รากไหม้ได้ 

เมื่อต้นไม้ผลอายุประมาณ 2 ปี ก็เก็บผลผลิตได้ จะเร็วกว่าการปลูกลงดินถึงเท่าตัว

การปลูกไม้ผลในกระถางแบบนี้ สามารถควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยช่วยให้ได้ผลไม้ที่มีรสชาติดีกว่าการปลูกในดิน ลดปัญหาโรคทางดินที่เกิดขึ้นได้ และยังเคลื่อนย้ายไปตั้งตามจุดต่าง ๆ เพื่อเป็นไม้ประดับได้อย่างง่ายดายด้วย
Read more ...