การผลิตฝรั่งแบบประณีตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการปลูกฝรั่งขึ้นค้าง ตอนที่ 2 (จบ)

1.1.57
หลักการและแนวความคิดในการผลิตฝรั่งขึ้นค้าง ได้ดัดแปลงมาจากการผลิตองุ่น แบบปราณีต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการเลี้ยงกิ่งองุ่น อย่างเป็นระเบียบ แบบก้างปลา ซึ่งทำให้กิ่งมีความสม่ำเสมอและให้ผลผลิตดี ฝรั่งมีการเจริญเติบโตและนิสัยการออกดอกและติดผลคล้ายองุ่น คือ จะออกดอกและติดผลที่ยอดใหม่หลังจากที่มีการกระตุ้นให้ออก ซึ่งฝรั่งสามารถออกดอกและติดผลได้ง่ายกว่า จึงได้พัฒนาระบบการผลิตฝรั่งขึ้นค้างเพื่อให้กิ่งที่สม่ำเสมอและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี

การจัดการกิ่งหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต : ฝรั่งเป็นไม้ผลที่สามารถให้ผลผลิตตลอดปี กรณีที่มีการดูแลรักษาดีผลผลิตจะได้คุณภาพดี ปค่ถ้าหากดูแลไม่ดีผลผลิตที่ได้จะไม่มีคุณภาพตจำเป็นต้องตัดทิ้งและบังคับให้ออกในกิ่งใหม่

หลักการคือ : ในการผลิตฝรั่งขึ้นค้างจะมีข้อดีคือเมื่อโน้มกิ่งที่ให้ผลผลิตหรือกิ่ง cane ลง ในช่วงที่แตกยอดอ่อนหรือที่โคนของกิ่ง cane (ภาพที่ 8 ก และ ข ) ซึ่งกิ่งเหล่านี้จะเป็นกิ่งที่พร้อมจะให้ผลผลิตในช่วงต่อไป โดยเราจะปล่อยให้กิ่งเจริยเติบดตตั้งขึ้นจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงทำการตัดแต่งกิ่งที่ให้ผลผลิตแล้วออกไป และโน้มกิ่งกระโดงที่ตั้งอยู่ลงมาแทนที่และยึดกิ่งติดกับลวด

การจัดทรงต้นขึ้นค้างแบบรูปตัววาย (Y-Shaped) ในการเลี้ยงกิ่งฝรั่งขึ้นค้างแบบผืนพบว่า มีปัญหาเรื่องการเจริญเติบโตของกิ่งที่ค่อนข้างช้า สาเหตุมาจากการโน้มกิ่งให้นอนราบไปกับค้าง ด้วยองศาของกิ่งและยอดที่ต่ำลงทำให้การเจริญเติบโตของกิ่ง cane ช้าลง และยังส่งผลทำให้กิ่งกระโดงแตกได้ง่ายและเร็วเกินไป การแตกกิ่งกระโดงบนกิ่งกระโดงแตกได้ง่ายและเร็วเกินไป การแตกกิ่งกระโดงบนกิ่งหลังหรือโคนกิ่ง cane จะมีผลทำให้กิ่งกระโงข่มกิ่ง cane ที่กำลังจะให้ผลผลิตทำให้กิ่งไม่เจริญเติบโต ต้องมีการตัดแต่งกิ่งกระโดงทิ้งเพื่อลดการข่มของกิ่งกระโดง ดังนั้น จากการทดสอบจึงได้คิดหาวิธีการลดกิ่งกระโดง โดยการจัดการกิ่งรูปตัววาย (Y-Shape) ซึ่งจะทำให้กิ่ง cane มีความสม่ำเสมอทั้งขนาดและความยาวของกิ่ง นอกจากนี้ยังช่วยลดการเกิดกิ่งกระโดงได้ดีอีกด้วย ซึ่งการจัดทรงต้นแบบตัววาย ได้ทำแปลงทดสอบสาธิตในโครงการพระราชดำริ โครงการชั่งหัวมันที่ จ.เพชรบุรี ซึ่งจะเป็นที่สำหรับศึกษาดูงานให้กับเกษตรกรและผู้สนใจต่อไป


ภาพที่ 8 : การโน้มกิ่งแทนที่กิ่งเก่าที่เก็บผลผลิตแล้ว 

ก)ลักษณะกิ่งข้าง cane ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วและมีกิ่งกระโดงตั้งขึ้นบริเวณกิ่งหลังหรือโคนกิ่งโคน cane 

ข)ตัดกิ่ง cane เก่าที่เก็บผลผลิตแล้วออก 

ค)ภาพหลังการตัดกิ่ง cane ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทิ้งแล้ว 

ง)โน้มกิ่ง cane ที่เป็นกิ่งกระโดงลงมาแทนกิ่งเก่าที่ตัดทิ้งไป



แบบจำลองการจัดกิ่งบนค้างแบบเป็นรูปตัว Y โดยการจัดเรียงบนค้างอย่างเป็นระเบียบแบบก้างปลา 



ประเมินผลตอบแทนกำไรขาดทุนในรอบ 3 ปีต่อพื้นที่ 1 ไร่ 

พื้นที่ 0.5 ไร่ ประกอบด้วยดรงเรือนจำนวน 4 โรงเรือน มีจำนวนต้นที่ปลูก 60 ต้น(ระยะปลูฏ 4*3 ตารางเมตร) โดยปลูกจำนวน 6 แถว ๆ ละ 10 ต้น

ในการคำนวณเบื้อต้น ผลผลิตชุดแรกจะเริ่มให้ผลผลิตหลังปลูก 1 ปี และสามารถผผลิตได้ 2 ครั้ง ต่อปี

ซึ่งจะให้ผลผลิต 50 กก. ต่อต้น มีฝรั่งจำนวน 60 ต้น จะได้ 3,000 กก. จำหน่ายในราคา 25 บาท/กก. จะมีรายได้ 75,000 บาท

และคิดค่าจัดการความเสี่ยง 20% ในปีที่ 1 ของผลผลิตทั้งหมด ดังนั้น จะมีรายรับประมาณ 60,000 บาทในปีแรก และ 150,000 บาท ในปีถัดไป (ผลผลิต 2 ครั้ง * 60,000 บาท)
อนึ่งการผลิตฝรั่งเพื่อการค้าแบบการจัดการดูแลและการตัดแต่งและการจัดการกิ่งใหม่ ให้ผลผลิตแทนกิ่งเก่าเป็นเทคโนโลยีแนวใหม่ ถึงแม้ว่าจะลงทุนสูงแต่สามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มทุนได้และมีกำไรในปีที่ 2 และเพิ่มขึ้นในปีที่ 3 และปีถัดไป ตามที่ได้แสดงในตารางประเมินผลตอบแทนกำไรขาดทุนในรอบ 3 ปี
ที่มาและภาพประกอบ :
ดร.ชินพันธ์ ธนารุจ."การผลิตฝรั่งแบบประณีตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการปลูกฝรั่งขึ้นค้าง ตอนจบ".วารสารเคหการเกษตร 37,ฉบับที่ 10(2556):107-110
Read more ...

การผลิตฝรั่งแบบประณีตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการปลูกฝรั่งขึ้นค้าง ตอนที่ 1

1.1.57
หลักการและแนวความคิดในการผลิตฝรั่งขึ้นค้างได้ดัดแปลงมาจากการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการเลี้ยงกิ่งให้มีความสม่ำเสมอและให้ผลผลิตได้ดี ฝรั่งมีการเจริญเติบโตและนิสัยการออกดอกติดผลที่คล้ายกับองุ่น คือ จะออกดอกและติดผลที่ยอดใหม่หลังจากมีการกระตุ้นให้ออก ซึ่งฝรั่งสามารถออกดอกและติดผลได้ง่ายกว่า จึงได้พัฒนาระบบการผลิตฝรั่งขึ้นค้างเพื่อให้ได้กิ่งที่สม่ำเสมอ และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี

ภาพที่ 1: ลักษณะการผลิตฝรั่งขึ้นค้างโดยการทำค้างแบบผืน(Pergola)ที่ทำให้การจัดการดูแลรักษาได้ง่าย 

ฝรั่งมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายเพราะเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทยซึ่งคนไทยรู้จักและนิยมบริโภคฝรั่งกันอย่างแพร่หลายทั้งในรูปผลสดและแปรรุปต่างๆ จากที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นผลดีต่อผู้ผลิตเพราะสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ง่าย และจะได้ราคาสูงขึ้นถ้าหากสามารถ ผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง

ปัญหาของการผลิตฝรั่งโดยทั่วไป คือ ฝรั่งเป็นไม้ผลที่ปลูกง่ายเจริญเติบโตได้ดีในทุกภูมิภาคของประเทศไทยจึงการปลูกกันอย่างแพร่หลาย มีทั้งการปลูกแบบที่มีการจัดการที่ดีและปลูกแบบไม่มีการจัดการเลย ทำให้คุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอและมีราคาไม่คงที่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง โดยเฉพาะแมลงวันผลไม้ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ผลผลิตฝรั่งไม่ได้คุณภาพ และไม่สามารถจำหน่ายได้

กรณีที่จะปลูกเป็นการค้า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องห่อผลทุกผลซึ่งการห่อผลจะทำให้ผิวสวยและมีคุณภาพดี ฝรั่งเป็นไม้ผลที่ออกดอกและติดผลง่ายไม่จำเป็นต้องมีการบังคับให้ยุ่งยากแบบองุ่นหรือลำไยเพียงตัดแต่งกิ่งให้ได้กิ่งที่สม่ำเสมอก็จะให้ผลผลิตที่ดีและสม่ำเสมอ เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดทรงต้นแบบขึ้นค้างและการเลี้ยงกิ่งแบบก้างปลา(ภาพที่ 5 ) โดยให้กิ่งที่จะให้ผลผลิต(cane)มีขนาดและความยาวสม่ำเสมอกันทุกกิ่งซึ่งจะส่งผลให้การออกดอกและติดผลง่าย ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดี ประกอบกับการทำค้างจะช่วยให้มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ลดการเกิดโรค ช่วยลดการใช้สารเคมี และ ยังสะดวกในการห่อผล ทำให้ผลผลิตได้คุณภาพดี นอกจากนี้กิ่งบนค้างยังสามารบดบังแสงแดดให้กับผลผลิต จึงไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษห่อผลก่อนที่จะห่อด้วยถุงหลาสติก ปละยังช่วยบังแสงแดดให้กับชาวสวนผู้ปลูกได้อีกทางหนึ่งด้วย

ในการทดสอบการผลิตฝรั่งแบบขึ้นค้าง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นต้นแบบและเป็นแปลงสาธิตในการผลิตแบบประณีต โดยการใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตฝรั่งให้ได้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการผลิตนอกฤดู หรือ ผลิตให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ทำให้ผู้ปลูกมีรายได้ดีและเป็นการส่งเสริมเผยแพร่และถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตฝรั่งระบบค้าง ให้กับเกษตรกรปละผู้สนใจทั่วไปให้มีการผลิตที่ปราณีตและได้คุณภาพอย่างแพร่หลายต่อไป


ภาพที่ 2 : ลักษณะการทำค้างแบบผืนผ้า(Pergola) และการดึงลวดททางเดียวจากหัวแปลงไปท้ายแปลง 

++ การเตรียมการจัดทำค้าง ++

การทำค้างนอกจากทำให้การจัดการดูแลฝรั่งได้ง่ายแล้วยังช่วยให้มีการรับแสงแดดได้ดีและมีการระบายถ่ายเทอากาศ ลดการเกิดโรคและรวมถึงลดการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคด้วย ซึ่งการทำค้างสามารถทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการจัดการหรือวัตถุประสงค์ในการจัดการ เช่น ทำเพื่อผลิตฝรั่งเพื่อการค้าหรือทำเพื่อเป็นซุ้ม หรือร่มเงา เพื่อการท่องเที่ยวหรือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ในที่นี้ผู้เขียนขอเน้นการจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเพื่อการค้า โดยสามารถทำค้างเป็น 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 : การทำค้างเป็นผืน(Pergola) สามารถทำค้างเป็นผืนทั้งแปลง (ภาพ 2 ) โดยใช้เสาคอนกรีตอัดแรงหรือเสาไม้เนื้อแข็งขุดฝังดินและใช้ไม้เนื้อแข็งหรือเหล้กกล่องหรือเหล็กตัวซีทำคาน ให้มีความสูงจากผิวดินประมาณ 180 ซม. ดึงเส้นลวดเบอร์ 16 แนวหัวท้ายแปลงให้มีระยะห่างระหว่างเส้นลวดประมาณ 30 ซม. เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกิ่งบนค้าง และการระบายอากาศ ลดการเกิดโรค(ภาพที่ 1) ซึ่งการทำค้างแบบเป็นผินจะช่วยลดต้นทุนแต่มีข้อเสียคือกิ่งที่ได้อาจมีขนาดเล็กลง แต่จะมีข้อดีคือฝรั่งมีความหวานสูง

แบบที่ 2 : การทำค้างรูปตัววาย (Y-shaped) การทำค้างแบบนี้มีลักษณะคล้ายกับการทำเป็นผืนเพียงแต่จะยุ่งยากกว่าเล็กน้อบคือต้องลดระดับเส้นลวดในส่วนที่เป็นกิ่งหลักลงเพื่อให้กิ่ง cane ตั้งขึ้นเป็นมุม 45-60 องศา จะทำให้กิ่ง cane สามารถเจริญเติบโตได้ดีทำให้ได้กิ่งที่ใหญ่และโดยทั่วไปผรั่งเป็นไม้ผลที่ออกดอกและติดผลในยอดที่แตกใหม่ได้ง่าย ดังนั้นการโน้มกิ่งลงมาเพียงเล็กน้อยจะไม่ส่งผลต่อการออกดอกติดผล แต่ทำให้กิ่ง cane มี่คุณภาพดี และจะส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดีขึ้นด้วย (ภาพที่ 3 ) ซึ่งในการทำค้างแบบตัววายได้ทำเป็นแปลงสาธิตที่โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี


ภาพที่ 3 : ลักษณะทำค้างรูปตัววาย(Y-shaped) และการดึงลวดทางเดียวจากหัวแปลงไปท้ายแปลง 

การจัดการกิ่งฝรั่งบนค้าง : ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้น เมื่อนำมาจัดการกิ่งขึ้นค้างถือเป็นเทคนิคการจัดการแบบใหม่ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ความเข้าใจถึงนิสัยการเจริยเติบดตของฝรั่งและนำมาประยุกตืใช้กับการจัดการกิ่งบนค้าง ซึ่งดดยทั่วไปฝรัางจะออกดอกและติดผลได้ดีหลังจากที่แตกยอดใหม่ กล่าวคือ เมื่อมียอดใหม่แตกออกมาจากกิ่งที่ให้ผลผลิต (cane) ประมาณ 3-5 คู่ใบก็จะมีดอกออกมาให้เห็น ดังนั้นถ้าเราทำการจัดเรียงกิ่ง cane ให้เป็นระเบียบแบบก้างปลาบนค้าง(ภาพที่ 4)และบังคับให้กิ่ง cane มีขนาดและความยาวสม่ำเสมอทั้งต้น ซึ่งจะได้จำนวนกิ่ง cane ประมาณ 40 กิ่งต่อต้น (ระยะปลูกระหว่างแถว 3 เมตร ระหว่างต้น 4 เมตร)


ภาพที่ 4 : แบบจำลองการจัดกิ่งบนค้างแบบเป็นผืน โดยการจัดเรียง อย่างเป็นระเบียบแบบก้างปลา

ในแต่ละกิ่ง cane จะมีความยาวประมาณ 1-1.5 เมตร สามารถบังคับให้เกิดยอดใหม่ได้ 10-15 ยอดใหม่ ในการจัดกิ่งเมื่อฝรั่งให้ผลผลิตจะทำให้สามารถให้ผลผลิตต่อกิ่งได้มากขึ้นคือ 5 ผลต่อ 1 กิ่ง cane (โดยทั่วไปจะตัดแต่งผลทิ้งโดยให้ติด ผลประมาณ 5 ผลต่อกิ่ง cane) เพราะมีเส้นลวดรองรับกิ่งที่ให้ผลผลิตทำให้สามารถให้ผลผลิตต่อกิ่ง cane เพิ่มได้มากขึ้นและลดปัญหาเรื่องกิ่งหักเมื่อผลผลิตมีขนาดใหญ่ขึ้น

ภาพที่ 5 : การปลูกฝรั่งขึ้นค้างที่มีการจัดการกิ่งแบบประณีต 

(ก) ลักษระค้างแบบผืน 

(ข) การเด็ดยอดเพื่อแตก 2 ข้าง และ เลี้ยงต้นฝรั่งขึ้นค้าง

(ค)การเลี้ยงกิ่งหลักออก 2 ข้างตามแนวลวด

(ง)การเลี้ยงแบบกิ่งก้างปลา 


ภาพที่ 6 : การจัดกิ่งฝรั่งขึ้นค้างที่มีการจัดการแบบประณีต

ก)ลักษณะกิ่งข้าง cane ที่แตกออกจากกิ่งหลัก 

ข)ปล่อยกิ่งข้าง cane ให้เจริญตั้งตรงขึ้นไปประมาณ 80 ซม. 

ค)โน้มกิ่ง cane ลงโดยการโน้มสลับกิ่งให้ออกซ้าย-ขวาแบบก้างปลา และผูกยึดติดแนวลวด

ง)เด็ดปลายยอดกิ่ง cane ที่ได้ความยาวตามต้องการเพื่อให้กิ่งที่เจริญยังไม่เต็มที่เจริญต่อ

จ)เครื่องยึดกิ่งให้ติดแนวลวดจะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น

ฉ)กิ่งที่ยึดติดกับลวดและจัดกิ่งอย่างเป็นระเบียบ 

นอกจากนี้การจัดการกิ่งบนค้างจะทำให้ง่ายต่อการประมาณการณ์ผลผลิตโดยการไว้จำนวนหิ่ง ประมาณ 10 กิ่ง cane ต่อความยาวของกิ่งประมาณ 1 เมตร ในแต่ละกิ่ง cane จะให้ผลผลิตประมาณ 5 ผล ถ้าปลูกระหว่างต้น 4 เมตร จะได้กิ่ง cane จำนวน 40 กิ่งซึ่งจะได้ผลผลิตประมาณ 200 ผล ปริมาณ 2-3 ผลต่อกิโลกรัม จะได้ผลผลิต 50-70 กิโลกรัม และจะเพิ่มมากขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อต้นมีอายุมากขึ้น ถือเป็นการจัดการผลผลิตที่ประณีตและคุ้มค่าต่อการลงทุน

++ วิธีการเลี้ยงกิ่ง ++

1. เริ่มจากการปลูกผรั่งให้มีลำต้นเดี่ยวตั้งตรงจนถึงค้างที่ความสูงประมาณ 180 ซม. โดยการใช้ไม้หรือเชือกบังคับต้นให้ตั้งตรงและหมั่นเด็ดยอดที่แตกด้านข้างลำต้นออกเพื่อให้เจริญเติบดตให้ถึงค้างได้อย่างรวดเร็ว

2. เมื่อต้นถึงค้างให้เด็ดปลายยอดออก โดยเด็ดยอดให้ต่ำกว่าค้างประมาณ 25 ซม. หรือ ประมาณ 1 คืบ จากนั้นปล่อยฝห้แตกยอดข้าง 2 ยอด และปล่อยให้เจริญเติบโตและยางพ้นค้างประมาณ 80 ซม.(ภาพที่ 5 ข)

3. โน้มกิ่งทั้ง 2 ด้าน(กิ่งหลัก) ที่สูงจากลวดลงและทำการยึดกิ่งให้จิดกับเส้นลวดทั้ง 2 กิ่ง (ภาพที่ 5 ค)

4. เมื่อโน้มกิ่งหลักลงจะทำให้แตกกิ่งข้างออกจากกิ่งหลัก ปล่อยให้กิ่งข้างเจริญเติบโตและมีความยาวประมาณ 80 ซม. จากนั้นโน้มกิ่งลงให้กิ่งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบคล้ายก้างปลา(เลี้ยงกิ่งแบบก้างปลา)และมัดกิ่งให้ยึดติดกับลวก ซึ่งกิ่งก้างปลาจะเปลี่ยนเป็นกิ่งที่ให้ผลผลิต(cane)(ภาพที่ 5 ง)

5. เลี้ยงกิ่งหลักและกิ่ง cane ให้มีความยาวและกิ่งเต็มค้างโดยการเด็ดปลายยอดของกิ่ง cane เมื่อได้ความยาวตามที่ต้องการ(1-1.5 เมตร) ซึ่งการเด็ดยอดจะเป็น การบังคับให้มีการเจริญบริเวณส่วนปลายยอดของกิ่งหลัก และ กิ่ง cane ที่แตกออกมาใหม่ข้าวงยอดหลักเพื่อบังคับให้มีการเจริญเติบโตของกิ่งจนเต็มค้างและยึดกิ่งให้มีช่องว่างที่สม่ำเสมอ(15-20 ซม.) เพื่อให้แดดส่องถึง เพื่อลดการระบาดของโรคและทำให้ใบรับแสงได้เต็มที่ (ภาพที่ 6 ก-ง)

6. ในช่วงการเจริญเติบโตให้ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และ ปุ๋ยเคมี สูตร46-0-0 ผสมกับ 15-15-15 อัตรา 20 กรัม (1 ช้อนแกง ) ต่อต้น ใส่จนกระทั่งกิ่งโตเต็มค้าง

7. เมื่อกิ่งเต็มค้างให้เปลี่ยนใส่ปุ๋ยสุตร 8-24-24 เพื่อกระตุ้นการสร้างตาดอก เมื่อกิ่ง cane เริ้มเปลี่ยนสีให้ทำการงดน้ำประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นการออกดอกที่สม่ำเสมอ

8. เมื่อแตกยอดใหม่บนกิ่ง cane ประมาณ 3-5 คู่ ใบจะเริ่มออกดอกที่ยอดใหม่ (ภาพที่ 7 ก) และยอดที่แตกออกจากกิ่ง cane ที่มีจำนวนมากให้ทำการปลิดหรือตัดทิ้งให้เหลือไว้ประมาณ 5-7 ยอดโดยสลับยอดให้ออกซ้าย-ขวา
ภาพที่ 7 : การจัดการผลผลิตฝรั่งขึ้นค้าง 

(ก) ลักษระยอดที่แตกจากกิ่ง cane และมีดอกจำนวนมาก 

(ข) ยอดที่แตกจากกิ่ง cane ที่ต้องตัดทิ้งให้เหลือเพียง 5-7 ยอด 

(ค) ขนาดผลที่พร้อมจะห่อ 

(ง) ถุงห่อใช้ถุงห่อมะม่วง(ถุงคาร์บอนภายนอกสีน้ำตาล ภายในสีดำ ) 

 และจะติดผลภายใน 1 สัปดาห์ เมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้นเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ทำให้การผลิตผลในแต่ละยอดอ่อนที่แตกใหม่ให้เหลือ 1 ผล ต่อยอด (ภาพที่ 7 ข)

โดยเลือกผลที่มีรูปทรงที่ดีที่สุดและไม่ถูกโรคหรือแมลงเข้าทำลาย (ภาพที่ 7ค)

9. ห่อผลด้วยถุงหลาสติกใส(ไม่ต้องห่อกระดาษเพราะมีใบบังแสงแดด) หรือถุงห่อที่เป็นกระดาษสีขาวหรือถ้าต้องการให้สีผิวผลออกมาสีขาวให้ใช้ถุงห่อกระดาษคาร์บอน(ถุงห่อผลมะม่วง) (ภาพที่ 7 ง)

10. ผลผลิตที่ได้จะมีทั้งปริมาณและคุณภาพที่ดีขึ้นเนื่องจากกิ่งและยอดที่ให้ผลผลิตมีขนาดสมดุลกันทั้งต้น ทำให้การกระจายธาตุอาหารเป็นไปอย่างทั่วถึง ทั้งนี้การห่อผลยังช่วยในการเพิ่มขนาดผลผลิตได้และยังป้องกันการเข้าทำของโรค แมลง และ สัตว์ต่างๆ ได้

ติดตามอ่านเทคโนโลยีการปลูกฝรั่งขึ้นค้างต่อในฉบับหน้า ..

ที่มาและภาพประกอบ : 
ดร.ชินพันธ์ ธนารุจ."การผลิตฝรั่งแบบประณีตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยการปลูกฝรั่งขึ้นค้าง".วารสารเคหการเกษตร 37, ฉบับที่ 9(2556):109-113
Read more ...

ปลูกไม้ผลในกระถาง

1.1.57
เมื่อ 5 ก.ค.2554

การปลูกไม้ผลในกระถางแบบนี้ นอกจากจะได้ความสวยงามแล้ว ยังได้ผลผลิตไว้รับประทานด้วย อีกทั้งสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่จำกัดเหมาะกับสภาพความเป็นอยู่ ของชุมชนเมืองในปัจจุบัน แต่การปลูกในกระถาง มักจะมีปัญหาต้นไม้ผลให้ผลผลิตน้อย หรือไม่ยอมให้ผลเลย

ตามทันเกษตรมีคำแนะนำการใช้วัสดุปลูกให้เหมาะสม กับการปลูกไม้ผลในกระถาง ที่ช่วยให้ได้ผลผลิตดี ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยของ คุณพิชัย สมบูรณ์วงศ์ นักวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

วัสดุปลูกที่เหมาะสม ต้องโปร่งและเบา ที่สำคัญต้องมาจากแหล่งที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง แนะนำให้ใช้

แกลบดิบเก่า 2 ส่วน ผสมกับดินดำและปุ๋ยคอกจากมูลวัว อย่างละ 1 ส่วน 

ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมต่อต้นไม้ผลในกระถาง นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ลงในถุงดำขนาด 4 X 7 นิ้ว ประมาณ 1 ส่วน 4 ของถุง นำกิ่งพันธุ์ไม้ผลลงปลูก ให้กิ่งตั้งตรง แล้วตักวัสดุปลูกใส่ให้เต็มถุงดำ อัดให้แน่น รดน้ำตามทันที เลี้ยงไว้ในที่ร่มให้น้ำวันเว้นวัน ประมาณ 1 เดือนจะเริ่มมีรากงอกออกมาและเจริญเติบโตเป็นต้นกล้า

จึงย้ายไปปลูกในกระถางขนาด 15 นิ้ว ใช้หญ้าแห้งหรือฟางคลุมวัสดุปลูกไว้ รดน้ำตามทันที นำไปวางเลี้ยงไว้กลางแจ้ง ให้ใช้อิฐบล็อกวางรองก้นกระถางไว้ด้วย เพื่อป้องกันรากชอนไชลงพื้นดิน ระหว่างนี้คอยหมั่นเติมวัสดุปลูกซึ่งเป็นอาหารของต้นไม้ผลไม่ให้ยุบด้วย 

ส่วนการดูแลระวังรากเน่า แนะนำให้น้ำเพียง 3 วันครั้งเท่านั้น 

บำรุงต้นด้วยปุ๋ยสูตรเสมอเดือนละครั้ง ครั้งละ 1 ช้อนชาก็พอ ต้องระวังไม่ใส่ปุ๋ยชิดโคนต้น เพราะจะทำให้รากไหม้ได้ 

เมื่อต้นไม้ผลอายุประมาณ 2 ปี ก็เก็บผลผลิตได้ จะเร็วกว่าการปลูกลงดินถึงเท่าตัว

การปลูกไม้ผลในกระถางแบบนี้ สามารถควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยช่วยให้ได้ผลไม้ที่มีรสชาติดีกว่าการปลูกในดิน ลดปัญหาโรคทางดินที่เกิดขึ้นได้ และยังเคลื่อนย้ายไปตั้งตามจุดต่าง ๆ เพื่อเป็นไม้ประดับได้อย่างง่ายดายด้วย
Read more ...

ปลูกฟ้าทะลายโจรรายได้เดือนละกว่า2หมื่น

2.12.56
เมื่อ 17 กรกฎาคม 2552

เมื่อเวลา 19.00 น. นายสมัย คูณสุข ที่ปรึกษากลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง หมู่ 6 ต.ดงขี้เหล็ก อ.เมืองปราจีนบุรี กล่าวว่า “ กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง เป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตสมุนไพรส่งจำหน่าย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในชุมชนพื้นบ้านใช้กันมานานแล้ว ใช้อยู่ประจำเวลาชาวบ้านเป็นหวัด ไข้ ไอ ไปต้มกิน หรือเคี้ยวกินสด ๆ อาการป่วยก็หาย วิธีพื้นบ้านในสมัยก่อนเวลาเดินเข้าป่าจะเก็บมากินเวลาเข้าป่า มีต้นอ่อนบ้าง ต้นแก่บ้าง แต่ปัจจุบันในการเก็บเกี่ยวจะเลือกเก็บระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับผลวิจัยเภสัชกร รพ.เจ้าพระอภัยภูเบศร

"การเก็บเกี่ยวสมุนไพรฟ้าทะลายโจรต้องเก็บหลังปลูกตั้งแต่อายุ 3 – 4 เดือนหรือออกดอก 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ จึงเก็บเกี่ยวได้ ตัดเหนือดิน 1 ฝ่ามือ นำมาล้าง หั่นต้มกิน โดยเก็บก่อนเที่ยงช่วงแดดจัด สารสำคัญทางยาจะออกฤทธิ์สูง ชาวบ้านจะนำมาต้ม 10 – 20 นาที มีสีออกเขียว รสขมมาก ใช้ประมาณ 1 กำมือมาต้ม ที่ใช้ตั้งแต่บรรพบุรุษ ”

นายสมัย กล่าวต่อไปว่า การปลูกจะปลูกเกษตรอินทรีย์ นำเมล็ดพันธุ์ลงแปลงกล้า เมื่อมีใบแท้หลังงอกเกือบ 3 ใบจึงแยกลงแปลง รดน้ำดูแลเหมือนผักทั่วไป จากนั้น 15 วันให้ปุ๋ยคอก ดูแลเหมือนพืชผักทั่วไป สำหรับกลุ่มดงบังจะปลูกหลากหลายใช้ประโยชน์ร่วมแบ่งเป็นไม้สูงไม้คลุมดิน หลังเก็บเกี่ยวจากแปลง จะนำมาคัด ล้างน้ำสะอาดรวม 3 ครั้ง มาผึ่งสะเด็ดน้ำนำมาหั่นเข้าโรงตากเข้าโรงตาก เมื่อแห้งแล้ว 2 – 3 วันนำมาเข้าตู้อบไฟฟ้าอุณหภูมิไม่เกิน 70 องศา จากนั้นจะนำไปที่โรงเก็บสมุนไพรเพื่อรอส่งจำหน่ายที่ รพ.จ้าพระยาอภัยภูเบศรต่อไป

“ การจำหน่ายสมุนไพรฟ้าทะลายโจร อบแห้งนี้ในกลุ่มสมุนไพรบ้านดงบังที่ผลิตตามอัตราความต้องการของ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ราคาจำหน่าย 150 บาท / กก. โดยในการผลิตสมุนไพรนี้สมาชิกทั้งหมดรวม 13 ครอบครัวต่างมีรายได้เฉลี่ยเดือนละกว่า 25,000 บาท/เดือนขึ้นไป ” นายสมัยกล่าวในที่สุด

ฟ้าทลายโจรที่ศรีราชาขายดี

ที่ร้านจำหน่ายสมุนไพร เขตเทศบาลเมืองศรีราชา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายดิลก พิมส์สกุลผู้ประกอบการร้านขายยาสมุนไพร กล่าวว่า ในแต่ละวันช่วงนี้มีประชาชนมาถามหาซื้อยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์แก้หวัด สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย อย่างฟ้าทะลายโจรเพิ่มขึ้นมาก สำหรับฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรที่มีรสขม ในปัจจุบันได้มีการนำฟ้าทะลายโจรมาทำเป็นยาลูกกลอน หรือ ใส่แคปซูล เพื่อความสะดวกในการกิน หลังจากที่ประชาชนทราบว่าฟ้าทะลายโจรสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัด ใหญ่ได้ ทำให้ฟ้าทะลายโจรขายดีจนแทบไม่พอขาย
Read more ...

อบรมเชิงปฏิบัติการ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ครั้งที่ 6

3.11.56
จัดโดย ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หลักการและเหตุผล

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเป็นศาสตร์ที่มีการนำไปประยุกต์เพื่อให้เข้ากับวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ได้หลายรูปแบบ เช่นนำไปใช้เพื่อการขยายพันธุ์พืชให้ได้ปริมาณมาก นำไปใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ แม้กระทั่งนำไปใช้ในการเก็บรักษาพันธุ์พืชที่หายากแล คนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในการขยายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่นกล้วยไม้ จนกระทั่งสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้ปีละมากกว่า 2,000 ล้านบาท จึงทำให้มีผู้สนใจที่จะเรียนรู้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเพิ่มมากขึ้น

เนื่องจากมีการนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชไปใช้แพร่หลายมากขึ้น และผู้ที่เรียนรู้เทคนิคดังกล่าวนี้สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพอิสระส่วนบุคคลได้ ซึ่งสถาบันการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาหลายแห่งได้นำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอน ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนการสอนวิชาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในหลักการและเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่ถูกต้อง จึงได้เปิดสอนวิชาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเซลล์พืช (Plant Tissue and Cell Culture)

สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ทั้งนี้ภาควิชาพฤกษศาสตร์ ยังเล็งเห็นว่ายัง มีนิสิตนักศึกษา ข้าราชการ และประชาชนอีกหลากหลายอาชีพที่มีความสามารถและสนใจใคร่เรียนรู้วิชาสาขานี้ โดยเฉพาะคณาจารย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในระดับมัธยมศึกษาหรืออุดมศึกษา ซึ่งจะเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการสาขานี้ให้กับนักเรียน ภาควิชาพฤกษศาสตร์จึงได้ริเริ่มจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชขึ้น เพื่อถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในหลักการการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดยให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้หลักและวิธีการในการเตรียมอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช การฟอกฆ่าเชื้อชิ้นส่วนพืชชนิดต่างๆที่จะนำทำการเพาะเลี้ยงในขวดทดลอง การย้ายชิ้นพืชลงในอาหารเพาะเลี้ยงใหม่ รวมทั้งหลักและวิธีการนำพืชที่ศึกษาออกจากขวดทดลอง โดยหวังให้ผู้เข้าอบรมได้ทราบหลักและวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเบื้องต้น ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมทราบหลักและวิธีการการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
ฝึกปฏิบัติวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชพื้นฐานทุกขั้นตอน
สามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในการถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นได้
สามารถนำความรู้และทักษะที่ได้ไปใช้ในการประกอบอาชีพ
Read more ...

วิธีการหมักดินก้ามปู

20.10.56
- ดินปลูก 1 ส่วน
- ใบก้ามปู 1 ส่วน
- ขี้วัว 1 ส่วน
- มะพร้าวสับ 1 ส่วน

ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

จากนั้นเอา

- em 4 ช้อนโต๊ะ
- กากน้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ
- น้ำ 20 ลิตร

ผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปรดในกองดินปลูกที่ผสมไว้

แล้วผสมให้เข้ากันอีกที บีบดูให้มีความชื้นประมาณ 40-60 เปอร์เซนต์...เสร็จแล้วหาวัสดุปิดกองดินไว้

7-10 วันกลับกองดินครั้ง...เอามือล้วงดูในกองดิน ถ้ายังมีความร้อนอยู่อย่าเพิ่งนำไปใช้

รอจนกว่ากองดินที่หมักไว้หมักเย็น ไม่มีความร้อนก็ไปใช้ได้แล้ว

(ใบก้ามปูมีไนโตรเจนสูง เป็นอาหารของพืชทีดีมาก ๆ ครับ) 
Read more ...

ญี่ปุ่นผลไม้มีค่าดั่งทองคำ "เมลอน"ลูกละ"เกือบ 7,000" ทำไมเขาจึงขายได้?

18.3.55









โดยมติชน เมื่อ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.

การมอบผลไม้เป็นของกำนัล ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่นิยมทำกันทั่วไปในญี่ปุ่น แต่มีผลไม้อีกประเภทที่เราไม่สามารถพบเห็นได้ตามแผงค้าผลไม้ตามตลาดสดทั่วไป เนื่องจากมันได้รับการเพาะปลูกและดูแลอย่างเป็นพิเศษ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ราคาของมันจึงสูงลิบลิ่ว จนชาวบ้านอย่างเราๆได้แต่มองตาปริบๆ

ที่ร้านจำหน่ายผลไม้ "เซ็มบิกิยา" ในย่านใจกลางกรุงโตเกียว หนึ่งในเมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก เสียงเพลงคลาสสิกเปิดคลอเบาๆ ไปพร้อมกับพนักงานในชุดเครื่องแบบสุภาพเรียบร้อย คอยดูแลเอาใจใส่ลูกค้าคนสำคัญที่กำลังเลือกซื้อผลไม้ ท่ามกลางบรรยากาศที่โอ่โถง การตกแต่งที่ดูสบายตา

ยูชิโอะ โอชิมา เจ้าของร้านผลไม้วีไอพี เดินตรวจตราในร้านด้วยความใส่ใจ เขาถือเป็นคนรุ่นที่ 6 ของตระกูล ที่สืบทอดธุรกิจจำหน่ายผลไม้มานานกว่า 130 ปี หรือย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 ที่การจำหน่ายผลไม้ยังคงเป็นรูปแบบดั้งเดิม คือการกองตั้งสูงๆและจำหน่ายในราคาย่อมเยา

กระทั่งภรรยาของเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 เล็งเห็นว่า น่าจะมีการปรับปรุงรูปแบบในการดำเนินธุรกิจเสียใหม่ เพื่อเปลี่ยนผลไม้ให้กลายเป็นเงินอย่างแท้จริง และนับตั้งแต่นั้น กระทั่งปัจจุบัน ที่นี่ได้กลายเป็นร้านจำหน่ายผลไม้ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก โดยที่ไม่มีใครคิดต่อกร

แอปเปิลแดงสดเสมอกันลูกโตๆ ไร้รอยตำหนิให้รกตา ขนาดเท่าศีรษะของทารก ถูกตั้งราคาไว้ที่ 2,100 เยน (ประมาณ 777 บาท) "ต่อลูก" มิใช่ต่อถุงอย่างที่เราเคยซื้อกัน

ขณะที่"สตรอว์เบอร์รีราชินี"ขนาดคัดพิเศษของร้าน วางจำหน่ายในแพ็คเกจขนาด 12 ลูกพอดิบพอดี โดยตั้งราคาไว้ที่ 6,825 เยน (ประมาณ 2,525 บาท) แม้ในวันธรรมดาที่ยอดขายปกติก็สามารถขายได้ถึง 50 กล่อง หรือถ้าสนใจแตงเมลอนญี่ปุ่น ที่ถูกคัดมาอย่างดี แต่ละลูกกลมกลึงได้สัดส่วนไร้ที่ติ ร้านก็มีจำหน่ายในราคา 18,900 เยนต่อลูก (ประมาณ 6,993 บาท)

โอชิมาเผยว่า ร้านของเขาเชี่ยวชาญในการคัดเลือกผลไม้เพื่อนำมาเป็นของกำนัล ซึ่งแน่นอนว่าทุกลูกต้องอยู่ในสภาพที่ไร้ที่ติ และสภาพภายนอกถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกเหนือการให้บริการที่ดี ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกค้าจึงต้องจ่ายเงินในราคาสูง

โดยทั่วไป ครอบครัวชาวญี่ปุ่นทั่วไปมักมอบของกำนัลกัน 2 ครั้งต่อปี ครั้งแรกในช่วงฤดูร้อน และอีกครั้งในฤดูหนาว แต่ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่แท้จริงอาจมากกว่านั้น บางครั้งเพื่อเป็นการแสดงความมีไมตรีจิต เช่น เจ้าของธุรกิจมักส่งของกำนัลให้แก่ลูกค้าหรือคู่ค้า

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเดินทางไปโตเกียว มักรู้สึกประหลาดใจต่อการจัดวาง และราคาของสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ต ผลไม้ที่มีรูปร่างบิดเบี้ยว มีตำหนิ จะไม่มีวันได้เผยโฉมตามชั้นสินค้า องุ่นมาในพวงแน่นๆและถุกตัดแต่งมาอย่างดี ขณะที่ผลไม้ประเภทอื่น ดูดีและสมบูรณ์ รสชาติหวานหอมไร้ที่ติ กระทั่งลูกค้าหลายคนคิดว่ามันอาจเป็นของปลอม

ในย่านใจกลางกรุงโตเกียว แอปเปิลธรรมดาๆ อาจมีราคาอยู่ที่ราว 60 บาทหรือมากกว่านั้น ฮิโรโกะ อิชิกาว่า เจ้าของธุรกิจกระจายสินค้าเผยว่า ผลไม้ยังคงเป็นสินค้าที่มีราคาสูง ซึ่งแตกต่างจากผัก ซึ่งเป็นอาหารที่เราจำเป็นต้องรับประทานทุกวัน แต่ผลไม้เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเช่นนั้น ซึ่งเหมือนกับเราซื้อของบางอย่างเพราะมันดูดี เธอกล่าวว่าเรื่องเช่นนี้อาจมีเฉพาะในญี่ปุ่น เนื่องจากชาวญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญมากกว่าชาติใดๆ

ที่จังหวัดชิซุโอกะ ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันตกเฉียงใต้โดยทางรถไฟประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เป็นพื้นที่ปลูกแตงเมลอนที่ดีที่สุดในประเทศ ที่นี่ เกษตรกรกว่า 600 ราย ทราบดีว่าจะปลูกอย่างไรให้แตงออกมาดีที่สุด แม้ในยามที่พื้นดินเต็มไปด้วยหิมะ

มาซาโอมิ ซูซุกิ ทำงานในฟาร์มแบบปิดมานานกว่า 50 ปี แม้กระนั้น เขากล่าวว่า เขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆในการปลูกแตงทุกวัน กระบวนการทั้หมดเริ่มต้นด้วยเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมการเกษตรในท้องถิ่น ซึ่งทำการวิจัยเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆทุกปี เมล็ดพันธุ์ที่ไร้คุณภาพจะถูกคัดออก

เมื่อลำต้นเติบโตขึ้นและเริ่มออกผลเล็กๆ แต่ละต้นจะถูกตกแต่งให้เหลือเพียงต้นละผล เพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ การตัดเล็มเป็นไปด้วยความระมัดระวัง กระทั่งลำต้นเรียงเป็นแถวเสมอกัน และได้ผลเมลอนเรียงเป็นแถวสวยงาม พร้อมทั้งไม้ค้ำเพื่อไม่ให้ผลถ่วงลำต้น เมื่อผลโตได้ที่ ซูซุกิจะใช้หมวกพลาสติกเพื่อห่อผลเพื่อป้องกันแสงแดด

เขาเชื่อว่านี่เป็นวิธีการดูแลเอาใจใส่ที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับฟาร์มเมลอนอื่นๆทั่วประเทศ ขณะที่ฟาร์มอื่นอาจใช้วิธีการดูแลที่ต่างกันไป และปล่อยให้มีเมลอนหลายผลต่อหนึ่งต้น และเรียกชื่อวิธีการดังกล่าวตามนามสกุลของตนเองว่า "วิธีซูซุกิ" ผลที่ได้ก็คือ เมลอนที่มีสีเขียวอ่อน ผิวที่เสมอกันไร้ที่ติ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ก้าน ที่จะต้องเป็นรูปตัวที จึงจะเป็นแตงที่สมบูรณ์ที่สุด และแม้ว่าเขาจะใช้ความพยายามมากเพียงใด ก็พบว่า ผลผลิตที่มีความสมบูรณ์ที่สุด คิดเป็นร้อยละ 3 ของผลผลิตทั้งหมดเท่านั้น

การปลูกแตงเมลอนเพื่อตอบสนองตลาดญี่ปุ่นเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยการลงทุนลงแรงที่สูง โดยที่ฟาร์มของซูซุกิ ซึ่งเป็นฟาร์มแบบเรือนกระจกขนาดกลาง 3 หลัง ต้องใช้น้ำมันกว่าวันละ 55 ลิตร เพื่อรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ไม่ว่าพระอาทิตย์จะแรง ฝนตก หิมะตก หรือลมแรง ตลอด 24 ชม. ปีละ 365 วัน

เขากล่าวว่า ครอบครัวของเขาไม่ได้ออกไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันมานานมากแล้ว เนื่องจากจะต้องมีบางคนที่ต้องออกไปดูแลฟาร์ม หากเกิดสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกระทันหัน เพราะแค่ช่วงพริบตาเดียว ผลผลิตทั้งหมดอาจได้รับความเสียหาย

และไม่น่าแปลกใจ เมื่อซูซุกิปฏิเสธว่า แตงเมลอนราคาลูกละ 3,000 บาท ไม่ใช่สิ่งที่ดูเกินเลยแต่อย่างใด !!
Read more ...

เห็ดฟางในตะกร้า

5.3.55
 
โดยเดลินิวส์ เมื่อ 17 ก.พ.2555

การเพาะเห็ดในตะกร้าสามารถทำได้ด้วยตนเองสำหรับผู้ที่สนใจ จะทำเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนหรือเพื่อเชิงพาณิชย์ก็ทำได้ไม่ยาก ตลาดในปัจจุบันก็ยังสดใสอยู่ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร ได้มีการศึกษาวิจัยวิธีการประกอบอาชีพเพื่อขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของเกษตรกรโดยทั่วไป ในแต่ละปีมีหลากหลายกิจกรรมด้วยกันหนึ่งในนั้นและกำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ก็คือการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

การแนะนำเกษตรกรจะเริ่มกันที่วัสดุอุปกรณ์ซึ่งประกอบด้วย ตะกร้าเห็ด หรือตะกร้าที่มีรูด้านใหญ่ เชื้อเห็ดฟางอายุ 15 วัน อาหารเสริม ใช้มูลสัตว์ เช่น วัว ควาย อัตรา 1:1 4 พลาสติกใส วิธีการเพาะ แช่ฟางหรือวัสดุที่ใช้เพาะให้อิ่มตัว หมักกองทิ้งไว้ 1 คืนหรือ 10-12 ชั่วโมง นำฟางข้าวหรือวัสดุเพาะมาใส่ในตะกร้าหนา 10 ซม. แล้วกดให้แน่น โรยอาหารเสริมให้ชิดขอบด้านในของตะกร้าแล้วโรยเชื้อทับบาง ๆ นำฟางข้าวหรือวัสดุเพาะมาใส่ในตะกร้าเหมือนชั้นที่ 1 โรยอาหารเสริมและโรยเชื้อทับ ทำการเพาะ 3–4ชั้นต่อตะกร้า เมื่อเพาะเสร็จแล้วให้รดน้ำให้ทั่วตะกร้าคลุมด้วยพลาสติกให้มิดชิด ประมาณ 12-15 วัน ก็จะเก็บดอกได้

เห็ดฟางเรียกอีกอย่างว่า เห็ดบัว เห็ดฟางเป็นเห็ดที่ขึ้นในเขตร้อนจะเติบโตได้ในที่มีกองปุ๋ยทิ้งไว้นาน หรือกองฟางเก่าที่มีอินทรียวัตถุมากกองเศษไม้เศษหญ้า สปอร์จะงอกเป็นใยอ่อนในอุณหภูมิ 40 องศา

ลักษณะของเห็ดฟางครีบหรือซี่หมวกจะอยู่ด้านหลังของหมวกเห็ดจะเรียงกันเป็นรัศมี ครีบหมวกจะเป็นตัวเกิดของสปอร์ ก้านดอกจะมีขนาดยาวประมาณ 7-8 เซนติเมตร ส่วนบนจะติดกับดอกเห็ด ส่วนก้านดอกจะมีฟางปกคลุมไว้คล้ายถ้วยรอง เปลือกหุ้มเมื่อดอกมันตูมมันจะมีเปลือกหุ้ม แต่โตขึ้นเปลือกหุ้มจะปริออก เพื่อให้หมวกก้านดอกสูงขึ้นและทิ้งเปลือกหุ้มแต่ส่วนใหญ่เป็นสีขาว สปอร์อยู่บริเวณด้านล่างของดอกเห็ดเมื่อแก่ได้ที่จะปลิวออกไปในอากาศไปตกในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น

เส้นใยเห็ดมี 3 ขั้นตอนคือ 1 เส้นใยขั้นต้นเป็นเส้นที่พนังกั้นเป็นช่อง จะกลายเป็นใย ขั้นที่ 2 และเส้นใยขั้นที่ 3 เมื่อขั้นที่ 2 เจริญเต็มที่จะกลายเป็นฮอร์โมนกระตุ้นเส้นใยต่อไป และกลายไปเป็นเห็ดได้ดูแลให้ดีก็จะเก็บดอกเห็ดได้ประมาณในวันที่ 8-10 โดยไม่ต้องรดน้ำเลย ผลผลิตโดยเฉลี่ยจะได้ดอกเห็ดประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อกอง

การตรวจดูความร้อนในตะกร้าเพาะเห็ด โดยปกติจะรักษาอุณหภูมิในกองเห็ดโดยเปิดตากลม 5-10 นาที แล้วปิดตามเดิม ทุกวันเช้าเย็น ถ้าวันไหนแดดจัดอุณหภูมิสูงความร้อนในกองเห็ดมาก ก็ควรเปิดชายผ้าพลาสติกให้นานหน่อย เพื่อระบายความร้อนในกองเห็ด วิธีตรวจสอบความชื้นทำได้โดยดึงฟางออกจากกองเพาะ แล้วลองบิดดู ถ้าน้ำไหลออกมาเป็นสายแสดงว่าแฉะไป แต่ถ้าวัสดุในตะกร้าแห้งไปจะไม่มีน้ำซึมออกมาเลย ถ้าพบว่ากองเห็ดแห้งเกินไปก็ควรเพิ่มความชื้นโดยใช้บัวรดน้ำเป็นฝอยเพียงเบา ๆ ให้ชื้น หลังจากทำการเพาะเห็ดประมาณ 1 อาทิตย์ จะเริ่มมีตุ่มดอกเห็ดสีขาวเล็ก ๆ ในช่วงนี้ต้องงดการให้น้ำโดยตรงกับดอกเห็ด ถ้าดอกเห็ดถูกน้ำในช่วงนี้ดอกเห็ดจะฝ่อและเน่าเสียหาย

ศัตรูของเห็ดฟางจะประกอบด้วย แมลง จำพวก มด ปลวก ไรเห็ด วิธีแก้ไขโดยใช้สารเคมีพวก เซฟวินโรยรอบ ๆ พื้นที่ตั้งตะกร้า ห่างประมาณ 1 ศอกอย่าโรยในตะกร้าทำประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนนำตะกร้ามาวาง เพราะจะมีผลต่อการออกดอก ทั้งยังมีสารพิษตกค้างในพื้นที่เพาะเห็ดซึ่งเกิดอันตรายต่อผู้กิน เห็ดคู่แข่ง คือเห็ดที่ไม่ได้เพาะแต่ขึ้นมาด้วย หรือเชื้อโรค อื่น ๆ ที่เป็นศัตรูของเห็ดฟาง เช่น พวกราต่าง ๆ

วิธีแก้คือการเก็บฟางไม่ควรให้ถูกฝน และถ้ามีราขึ้นให้หยิบฟางขยุ้มนั้นทิ้งให้ไกลพื้นที่วางตะกร้า และเมื่อเก็บดอกเห็ดหมดแล้ว นำฟางวัสดุที่ใช้เพื่อเพาะเห็ดเก่านี้ไปหมักเป็นปุ๋ยหมักใช้กับพืชอื่น ๆ ต่อไป
Read more ...

ตามทันเกษตร : ปลูกสตรอเบอรี่รูปแบบใหม่

27.2.55
โดยช่อง 7 เมื่อ 27 ก.พ.2555

เกษตรกรหลายท่านคงมีปัญหาเหมือนท่านนี้ ที่เวลาปลูกสตรอเบอรี่ มักมีโรคระบาดที่มาทางดิน เช่นโรคแอนแทรกโนส การควบคุมส่วนใหญ่ เกษตรกรจะใช้สารเคมีเป็นหลัก มีบางรายใช้สารชีวภาพ เพื่อลดต้นทุน แต่กลับไม่ได้ผล

ตามทันเกษตรวันนี้ มีผลงานวิจัยของ

ด็อกเตอร์ปรีดา นาเทเวศน์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพืชสวน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 

ที่ปลูกสตรอเบอรี่รูปแบบใหม่ ด้วยวิธีไฮโดรโปนิคส์หรือไร้ดิน หมดปัญหาเรื่องโรคระบาดทางดิน และเกษตรกรสามารถนำไปทำตามได้ง่าย

สำหรับวิธีการปลูก มี 2 แบบให้เลือกครับ วิธีแรก โดยทำแปลงปลูกคล้ายรูปหลังเต่าเหมือนทั่วไป จากนั้นขุดร่องตรงกลางลงไปคล้ายรูปตัววี ความลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร แล้วนำผ้าใบหนาปูทับลงไป ใช้แกลบดำผสมกับปุ๋ยหมักในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 เทลงไปในร่อง 

จากนั้นจะวางระบบน้ำหยดสำหรับให้น้ำและปุ๋ยแล้วจึงนำต้นพันธุ์หรือไหลลงปลูก ส่วนการปลูกอีกวิธี อาจารย์เรียกว่าแบบยกสูง ซึ่งได้ดัดแปลงวิธีมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยใช้โครงเหล็กมาทำเป็นชั้นปลูก ความสูงประมาณ 1.20 เมตร หรือขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งาน ใช้ผ้าพลาสติกหนาสีดำมาปู สำหรับเป็นรางปลูก ใส่ขุยมะพร้าวลงไป แล้ววางระบบน้ำและลงปลูกต้นพันธุ์เหมือนวิธีแรก

ส่วนการดูแล จะให้น้ำและแม่ปุ๋ยเคมีละลายบำรุงต้นเหมือนกันทั้ง 2 วิธี โดยจะให้เป็นเวลา วันละ 2 ครั้ง นานครั้งละ 15 นาที คือในช่วงเช้าประมาณ 07.00 น. และอีกช่วงประมาณ 14.00 น. ส่วนการป้องกำจัดโรคและแมลง จะใช้สารชีวภาพมาช่วยควบคุม

สำหรับเกษตรกรหรือคุณผู้ชมที่สนใจ อาจารย์ก็พร้อมจะเผยแพร่วิธีการปลูก-การดูแลให้ครับ ซึ่งวิธีนี้ช่วยประหยัดค่าต้นทุนการใช้สารเคมีได้

ข้อมูลเพิ่มเติม,โทร.053-873-380 , (ในวันและเวลาราชการ)
Read more ...

ตามทันเกษตร:เลือกใช้อุปกรณ์ระบบน้ำให้ถูกต้อง

27.2.55
 
โดยช่อง 7 เมื่อ 24 ก.พ.2555

ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกผักในพื้นที่ 1-5 ไร่ นิยมวางระบบน้ำในแปลงปลูก เพื่อลดการใช้แรงงานกัน แต่หลายรายก็มีปัญหา วางระบบน้ำไม่ถูกวิธี ทำให้การให้น้ำผักไม่ทั่วถึง ผลผลิตโตช้า และสิ้นเปลืองน้ำโดยเปล่าประโยชน์ มีคำแนะนำดีๆ จาก

คุณวิทยา สุขจาดนายช่างเครื่องกลชำนาญงาน ศูนย์ส่งเสริมวิศวกรรมเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท

 ในการวางระบบน้ำ และเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม ที่จะช่วยให้ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

คุณวิทยา แนะนำว่า ควรเริ่มต้นจากการเลือกระบบน้ำให้เหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูก หากเป็นพืชที่มีการปลูกเป็นแถวเป็นแนว ที่กำหนดระยะห่างระหว่างต้นและแถว แนะนำให้ใช้ระบบน้ำหยด ส่วนแปลงผักที่ปลูกเป็นแปลง ควรใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ แต่หากเกษตรกรต้องการให้ปุ๋ยไปพร้อมๆ กับการให้น้ำ ไม่ควรเลือกใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์สำหรับผักกินใบบางชนิด เพราะสารละลายปุ๋ยเคมี อาจทำให้ใบผักไหม้ได้ 

สำหรับพื้นที่ปลูกผักที่ไม่เกิน 1 ไร่ ควรเลือกใช้ปั๊มน้ำขนาด 1 นิ้ว 

แต่หากมีพื้นที่ 3ไร่ขึ้นไป จนถึง 10 ไร่ ให้ใช้ปั๊มน้ำขนาด 2 นิ้ว และควรติดตั้งระบบกรองน้ำด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ท่อน้ำอุดตัน 

ส่วนท่อน้ำที่ใช้ สำหรับท่อหลักที่ต่อจากปั๊มน้ำและแหล่งน้ำ ให้ใช้ท่อพีวีซีขนาด 2 นิ้ว และท่อรองที่ต่อแยกจากท่อหลัก ใช้ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้วครึ่ง ทนแรงดันน้ำที่ระดับชั้น 5 ซึ่งเป็นท่อที่มีราคาค่อนข้างถูก 

สำหรับวิธีวางที่ถูกต้องควรฝังลงในพื้นดิน เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ที่อาจทำให้ท่อเสื่อมคุณภาพเร็ว 

ส่วนท่อย่อยที่ต่อจากท่อรองเข้าแปลงปลูกย่อย ๆควรเลือกใช้ท่อพีอี ขนาด 16-32 มิลลิเมตร เพราะสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกกว่าการใช้ท่อพีวีซี

ทั้งนี้การลงทุนอุปกรณ์ทั้งระบบสำหรับระบบน้ำหยด จะอยู่ที่ไร่ละประมาณ 10,000 บาท และระบบมินิสปริงเกลอร์ไร่ละ 6,000 บาท หากมีการบำรุงรักษาอย่างดี ก็จะใช้งานได้นาน 5 ปีขึ้นไป

นอกจากจะเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมแล้ว ต้องมีการคำณวนการให้น้ำที่เหมาะสมกับพืชและสภาพดินด้วย ก่อนตัดสินใจวางระบบน้ำ จะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการรื้อและวางระบบใหม่
Read more ...