แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำหยด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำหยด แสดงบทความทั้งหมด

ปลูกผักในขวด 2 ลิตร

19.1.57
แนะนำการปลูกผักในน้ำ

Read more ...

ข้อมูลของ เทปน้ำหยด

13.1.57
ขอนำเสนอเรื่องเทปน้ำหยด

1. เทปน้ำหยด มีหลายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ครับ 16, 18, 20, 22 มิลลิเมตร

โดยทั่วไปเป็นขนาด 16 มิลลิเมตร จ่ายน้ำให้ได้ประมาณ 1,000 - 1,500 ลิตร ต่อชั่วโมง

2. หัวน้ำหยดในเทป มีหลายรูปแบบ ให้ปริมาณน้ำได้ตั้งแต่ 0.5 - 2 ลิตร

3. ระยะความห่างของหัวน้ำหยด มีตั้งแต่ 10 - 60 ซม.

4. ความหนาของผนังเทป มีตั้งแต่ 0.15, 0.20, 0.25, 0.30, 0.35 มิลลิเมตร

5. ประเภทหัวน้ำหยด มีแบบที่ปรับแรงดัน เพื่อให้ได้น้ำที่สม่ำเสมอในพื้นที่ที่มีความลาดชันแตกต่างกัน และไม่ปรับแรงดัน ส่วนใหญ่เป็นประเภทนี้ครับ

6. ความสม่ำเสมอของปริมาณน้ำคือ % ของปริมาณน้ำที่ออกตลอดทั้งเส้นทั้งหัวแปลงท้ายแปลง โดยทั่วไปต้องไม่น้อยกว่า 90-95 % ตามสเปก

7. แรงดันที่ใช้งาน คือ แรงดันที่ทำให้เทปน้ำหยดทำงงานตามสเปกที่กำหนด ทั่วไปจะมีตั้งแต่ 0.3-1 Bar (1 Bar = 10 เมตร)

ทั้งนี้การเลือกใช้เทปน้ำหยดมีปัจจัยที่ควรคำนึงถึงหลักๆ คือ

1. พืชที่ปลูก 
2.ประเภทของดิน 
3.ลักษณะพื้นที่(สูงต่ำ) 
4. ความสม่ำเสมอ

1. พืชที่ปลูก พืชผัก ควรใช้ระยะห่าง 10 -20 ซม., พืชไร่ 20 - 60 ซม.

2. ประเภทของดิน ดินทรายควรจะใช้หัวที่ถี่ ดินเหนียวควรจะใช้หัวที่ห่าง

3. ลักษณะพื้นที่ ถ้าเป็นพื้นที่ที่มี slope มาก ควรจะมีวางสั้น พื้นที่ราบก็วางได้ตามสเปกของแต่ละยี่ห้อ

ส่วนการคำนวณว่าจะวางเทปยาวเท่าใหร่นั้นมีหลักเปรียบเทียบง่ายๆ เช่น

1. ขนาดแปลงยาว 200 เมตร จะใช้เทปแบบไหนดี เปรียบเทียบเฉพาะปริมาณน้ำ กับระยะห่างนะครับ

เทปน้ำหยด หัวจ่าย 2 ลิตร/ชั่วโมง ระยะห่าง 60 ซม. ใช้มีหัวน้ำหยด 200/0.6= 333.33 หัว ให้ปริมาณน้ำได้ 667 ลิตร/ชั่วโมง

เทปน้ำหยด หัวจ่าย 1 ลิตร/ชั่วโมง ระยะห่าง 30 ซม. ใช้มีหัวน้ำหยด 200/0.3= 666.67 หัว ให้ปริมาณน้ำได้ 667 ลิตร/ชั่วโมง

ทั้งสองแบบให้ปริมาณน้ำที่เท่ากัน ครับ

แต่เรายังไม่ได้พูดถึงความสม่ำเสมอของน้ำที่จะออกนะครับว่าเป็นเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าแต่ละยี่ห้อไม่เท่ากันแน่นอนครับ

เราวางเทปยาวเท่าไหร่ก็ได้ครับ แต่ปริมาณน้ำที่ออกมันจะสม่ำเสมอหรือไม่
Read more ...

ตามทันเกษตร : ปลูกสตรอเบอรี่รูปแบบใหม่

27.2.55
โดยช่อง 7 เมื่อ 27 ก.พ.2555

เกษตรกรหลายท่านคงมีปัญหาเหมือนท่านนี้ ที่เวลาปลูกสตรอเบอรี่ มักมีโรคระบาดที่มาทางดิน เช่นโรคแอนแทรกโนส การควบคุมส่วนใหญ่ เกษตรกรจะใช้สารเคมีเป็นหลัก มีบางรายใช้สารชีวภาพ เพื่อลดต้นทุน แต่กลับไม่ได้ผล

ตามทันเกษตรวันนี้ มีผลงานวิจัยของ

ด็อกเตอร์ปรีดา นาเทเวศน์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพืชสวน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 

ที่ปลูกสตรอเบอรี่รูปแบบใหม่ ด้วยวิธีไฮโดรโปนิคส์หรือไร้ดิน หมดปัญหาเรื่องโรคระบาดทางดิน และเกษตรกรสามารถนำไปทำตามได้ง่าย

สำหรับวิธีการปลูก มี 2 แบบให้เลือกครับ วิธีแรก โดยทำแปลงปลูกคล้ายรูปหลังเต่าเหมือนทั่วไป จากนั้นขุดร่องตรงกลางลงไปคล้ายรูปตัววี ความลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร แล้วนำผ้าใบหนาปูทับลงไป ใช้แกลบดำผสมกับปุ๋ยหมักในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 เทลงไปในร่อง 

จากนั้นจะวางระบบน้ำหยดสำหรับให้น้ำและปุ๋ยแล้วจึงนำต้นพันธุ์หรือไหลลงปลูก ส่วนการปลูกอีกวิธี อาจารย์เรียกว่าแบบยกสูง ซึ่งได้ดัดแปลงวิธีมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยใช้โครงเหล็กมาทำเป็นชั้นปลูก ความสูงประมาณ 1.20 เมตร หรือขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งาน ใช้ผ้าพลาสติกหนาสีดำมาปู สำหรับเป็นรางปลูก ใส่ขุยมะพร้าวลงไป แล้ววางระบบน้ำและลงปลูกต้นพันธุ์เหมือนวิธีแรก

ส่วนการดูแล จะให้น้ำและแม่ปุ๋ยเคมีละลายบำรุงต้นเหมือนกันทั้ง 2 วิธี โดยจะให้เป็นเวลา วันละ 2 ครั้ง นานครั้งละ 15 นาที คือในช่วงเช้าประมาณ 07.00 น. และอีกช่วงประมาณ 14.00 น. ส่วนการป้องกำจัดโรคและแมลง จะใช้สารชีวภาพมาช่วยควบคุม

สำหรับเกษตรกรหรือคุณผู้ชมที่สนใจ อาจารย์ก็พร้อมจะเผยแพร่วิธีการปลูก-การดูแลให้ครับ ซึ่งวิธีนี้ช่วยประหยัดค่าต้นทุนการใช้สารเคมีได้

ข้อมูลเพิ่มเติม,โทร.053-873-380 , (ในวันและเวลาราชการ)
Read more ...

ตามทันเกษตร:เลือกใช้อุปกรณ์ระบบน้ำให้ถูกต้อง

27.2.55
 
โดยช่อง 7 เมื่อ 24 ก.พ.2555

ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกผักในพื้นที่ 1-5 ไร่ นิยมวางระบบน้ำในแปลงปลูก เพื่อลดการใช้แรงงานกัน แต่หลายรายก็มีปัญหา วางระบบน้ำไม่ถูกวิธี ทำให้การให้น้ำผักไม่ทั่วถึง ผลผลิตโตช้า และสิ้นเปลืองน้ำโดยเปล่าประโยชน์ มีคำแนะนำดีๆ จาก

คุณวิทยา สุขจาดนายช่างเครื่องกลชำนาญงาน ศูนย์ส่งเสริมวิศวกรรมเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท

 ในการวางระบบน้ำ และเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม ที่จะช่วยให้ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

คุณวิทยา แนะนำว่า ควรเริ่มต้นจากการเลือกระบบน้ำให้เหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูก หากเป็นพืชที่มีการปลูกเป็นแถวเป็นแนว ที่กำหนดระยะห่างระหว่างต้นและแถว แนะนำให้ใช้ระบบน้ำหยด ส่วนแปลงผักที่ปลูกเป็นแปลง ควรใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ แต่หากเกษตรกรต้องการให้ปุ๋ยไปพร้อมๆ กับการให้น้ำ ไม่ควรเลือกใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์สำหรับผักกินใบบางชนิด เพราะสารละลายปุ๋ยเคมี อาจทำให้ใบผักไหม้ได้ 

สำหรับพื้นที่ปลูกผักที่ไม่เกิน 1 ไร่ ควรเลือกใช้ปั๊มน้ำขนาด 1 นิ้ว 

แต่หากมีพื้นที่ 3ไร่ขึ้นไป จนถึง 10 ไร่ ให้ใช้ปั๊มน้ำขนาด 2 นิ้ว และควรติดตั้งระบบกรองน้ำด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ท่อน้ำอุดตัน 

ส่วนท่อน้ำที่ใช้ สำหรับท่อหลักที่ต่อจากปั๊มน้ำและแหล่งน้ำ ให้ใช้ท่อพีวีซีขนาด 2 นิ้ว และท่อรองที่ต่อแยกจากท่อหลัก ใช้ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้วครึ่ง ทนแรงดันน้ำที่ระดับชั้น 5 ซึ่งเป็นท่อที่มีราคาค่อนข้างถูก 

สำหรับวิธีวางที่ถูกต้องควรฝังลงในพื้นดิน เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ที่อาจทำให้ท่อเสื่อมคุณภาพเร็ว 

ส่วนท่อย่อยที่ต่อจากท่อรองเข้าแปลงปลูกย่อย ๆควรเลือกใช้ท่อพีอี ขนาด 16-32 มิลลิเมตร เพราะสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกกว่าการใช้ท่อพีวีซี

ทั้งนี้การลงทุนอุปกรณ์ทั้งระบบสำหรับระบบน้ำหยด จะอยู่ที่ไร่ละประมาณ 10,000 บาท และระบบมินิสปริงเกลอร์ไร่ละ 6,000 บาท หากมีการบำรุงรักษาอย่างดี ก็จะใช้งานได้นาน 5 ปีขึ้นไป

นอกจากจะเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสมแล้ว ต้องมีการคำณวนการให้น้ำที่เหมาะสมกับพืชและสภาพดินด้วย ก่อนตัดสินใจวางระบบน้ำ จะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการรื้อและวางระบบใหม่
Read more ...