แนะนำการปลูกผักในน้ำ
นวัตกรรมเพื่อการเพาะปลูกรางวัล 'บิล เกตส์'
15.1.57
นักประดิษฐ์ชาวบราซิล พัฒนาระบบเพาะเมล็ดพืชแนวใหม่ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิต และเหมาะแก่การทำการเกษตรแบบยั่งยืน โดยนวัตกรรมดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ "บิล แอนด์ เมลินดา เกตส์" ท่ามกลางความหวังในการยกระดับการเพาะปลูกในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก นวัตกรรมนี้มีความพิเศษอย่างไร
เมล็ดพันธุ์พืชจำนวนมาก ถูกนำมาเทกองรวมกันในห้องทดลองของผู้ประกอบการชาวบราซิล ก่อนนำไปดัดแปลง และปรับใช้กับระบบเพาะปลูกพืชแนวใหม่ ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นนวัตกรรมที่ปฏิวัติวงการเกษตร โดยเฉพาะการทำฟาร์มขนาดเล็กทั่วโลกในอนาคต
นวัตกรรมดังกล่าวมีระบบการทำงานเรียบง่าย เพียงแค่นำเมล็ดพันธุ์พืชที่เตรียมไว้ มาจัดวางเรียงกันบน
เทปเซลลูโลส
ในระยะห่างที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด
จากนั้น เกษตรกรสามารถนำเทปเซลลูโลสนี้ไปฝังกลบบนแปลงเพาะปลูกได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรให้สิ้นเปลืองเงินทองแต่อย่างใด
นายมัทเธอุส มาร์ราฟอน นักปฐพีวิทยา และผู้ประกอบการวัย 29 ปี
ซึ่งเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมนี้ เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของนวัตกรรมดังกล่าว คือ การจัดวางระยะห่างของเมล็ดพันธุ์พืชที่เหมาะสม ทำให้พืชสามารถเจริญงอกงามได้อย่างเต็มที่หลังเติบโตออกมาเป็นต้นแล้ว
สิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นขึ้นนี้ มาจากแรงบันดาลใจในการช่วยมารดาทำฟาร์มขนาดเล็กของครอบครัว ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาเรื่องการใช้เครื่องจักร และทำให้การเพาะเมล็ดมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว แผ่นเซลลูโลสที่ใช้ยังมีคุณสมบัติในการเก็บกักน้ำ และความชื้น ทำให้เมล็ดพืชเติบโตได้ดี ทั้งยังช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชกัดกินเมล็ด และสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ถือเป็นหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในอนาคต
นายมาร์ราฟอนระบุว่า นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ จะทำให้อัตราความสำเร็จในการเพาะเมล็ดพันธุ์มีมากขึ้น และจะทำให้ผลผลิตของฟาร์มขนาดเล็ก และฟาร์มแบบครัวเรือนเพิ่มขึ้นได้มากถึงร้อยละ 50
นวัตกรรมนี้ได้รับการคัดเลือกจาก
มูลนิธิบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์
เมื่อปลายปีที่แล้ว ให้ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 1 แสนดอลลาร์ หรือกว่า 3 ล้านบาท ท่ามกลางสิ่งประดิษฐ์อื่นๆที่ยื่นขอเงินทุนจากมูลนิธิทั้งหมด 2,700 ราย ขณะที่นายมาร์ราฟอน เปิดเผยว่า เขาจะใช้เงินที่ได้เพื่อนำนวัตกรรมของเขาไปปรับปรุง และทดลองใช้กับสถานที่จริงในทวีปแอฟริกา
ขณะเดียวกัน หากการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ มูลนิธิบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์ ซึ่งก่อตั้งโดยเศรษฐีใจบุญผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ยังมีแผนมอบเงินก้อนใหม่ให้เขา เพื่อนำไปใช้ปรับปรุง และพัฒนาดีไซน์ในขั้นตอนต่อไปอีกเป็นจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 30 ล้านบาท
กระทู้ปลูกผักของ ตู้ไฟ007
14.1.57
โดยพันทิพ เมื่อ 15 ม.ค.2557
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/10/J9802240/J9802240.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/10/J9812642/J9812642.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/11/J9956233/J9956233.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/11/J9975099/J9975099.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/12/J10017583/J10017583.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2011/01/J10105462/J10105462.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2011/02/J10285791/J10285791.html
Read more ...
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/10/J9802240/J9802240.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/10/J9812642/J9812642.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/11/J9956233/J9956233.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/11/J9975099/J9975099.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/12/J10017583/J10017583.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2011/01/J10105462/J10105462.html
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2011/02/J10285791/J10285791.html
ข้อมูลของ เทปน้ำหยด
13.1.57
1. เทปน้ำหยด มีหลายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ครับ 16, 18, 20, 22 มิลลิเมตร
โดยทั่วไปเป็นขนาด 16 มิลลิเมตร จ่ายน้ำให้ได้ประมาณ 1,000 - 1,500 ลิตร ต่อชั่วโมง
2. หัวน้ำหยดในเทป มีหลายรูปแบบ ให้ปริมาณน้ำได้ตั้งแต่ 0.5 - 2 ลิตร
3. ระยะความห่างของหัวน้ำหยด มีตั้งแต่ 10 - 60 ซม.
4. ความหนาของผนังเทป มีตั้งแต่ 0.15, 0.20, 0.25, 0.30, 0.35 มิลลิเมตร
5. ประเภทหัวน้ำหยด มีแบบที่ปรับแรงดัน เพื่อให้ได้น้ำที่สม่ำเสมอในพื้นที่ที่มีความลาดชันแตกต่างกัน และไม่ปรับแรงดัน ส่วนใหญ่เป็นประเภทนี้ครับ
6. ความสม่ำเสมอของปริมาณน้ำคือ % ของปริมาณน้ำที่ออกตลอดทั้งเส้นทั้งหัวแปลงท้ายแปลง โดยทั่วไปต้องไม่น้อยกว่า 90-95 % ตามสเปก
7. แรงดันที่ใช้งาน คือ แรงดันที่ทำให้เทปน้ำหยดทำงงานตามสเปกที่กำหนด ทั่วไปจะมีตั้งแต่ 0.3-1 Bar (1 Bar = 10 เมตร)
ทั้งนี้การเลือกใช้เทปน้ำหยดมีปัจจัยที่ควรคำนึงถึงหลักๆ คือ
1. พืชที่ปลูก
2.ประเภทของดิน
3.ลักษณะพื้นที่(สูงต่ำ)
4. ความสม่ำเสมอ
1. พืชที่ปลูก พืชผัก ควรใช้ระยะห่าง 10 -20 ซม., พืชไร่ 20 - 60 ซม.
2. ประเภทของดิน ดินทรายควรจะใช้หัวที่ถี่ ดินเหนียวควรจะใช้หัวที่ห่าง
3. ลักษณะพื้นที่ ถ้าเป็นพื้นที่ที่มี slope มาก ควรจะมีวางสั้น พื้นที่ราบก็วางได้ตามสเปกของแต่ละยี่ห้อ
ส่วนการคำนวณว่าจะวางเทปยาวเท่าใหร่นั้นมีหลักเปรียบเทียบง่ายๆ เช่น
1. ขนาดแปลงยาว 200 เมตร จะใช้เทปแบบไหนดี เปรียบเทียบเฉพาะปริมาณน้ำ กับระยะห่างนะครับ
เทปน้ำหยด หัวจ่าย 2 ลิตร/ชั่วโมง ระยะห่าง 60 ซม. ใช้มีหัวน้ำหยด 200/0.6= 333.33 หัว ให้ปริมาณน้ำได้ 667 ลิตร/ชั่วโมง
เทปน้ำหยด หัวจ่าย 1 ลิตร/ชั่วโมง ระยะห่าง 30 ซม. ใช้มีหัวน้ำหยด 200/0.3= 666.67 หัว ให้ปริมาณน้ำได้ 667 ลิตร/ชั่วโมง
ทั้งสองแบบให้ปริมาณน้ำที่เท่ากัน ครับ
แต่เรายังไม่ได้พูดถึงความสม่ำเสมอของน้ำที่จะออกนะครับว่าเป็นเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าแต่ละยี่ห้อไม่เท่ากันแน่นอนครับ
เราวางเทปยาวเท่าไหร่ก็ได้ครับ แต่ปริมาณน้ำที่ออกมันจะสม่ำเสมอหรือไม่
1. พืชที่ปลูก พืชผัก ควรใช้ระยะห่าง 10 -20 ซม., พืชไร่ 20 - 60 ซม.
2. ประเภทของดิน ดินทรายควรจะใช้หัวที่ถี่ ดินเหนียวควรจะใช้หัวที่ห่าง
3. ลักษณะพื้นที่ ถ้าเป็นพื้นที่ที่มี slope มาก ควรจะมีวางสั้น พื้นที่ราบก็วางได้ตามสเปกของแต่ละยี่ห้อ
ส่วนการคำนวณว่าจะวางเทปยาวเท่าใหร่นั้นมีหลักเปรียบเทียบง่ายๆ เช่น
1. ขนาดแปลงยาว 200 เมตร จะใช้เทปแบบไหนดี เปรียบเทียบเฉพาะปริมาณน้ำ กับระยะห่างนะครับ
เทปน้ำหยด หัวจ่าย 2 ลิตร/ชั่วโมง ระยะห่าง 60 ซม. ใช้มีหัวน้ำหยด 200/0.6= 333.33 หัว ให้ปริมาณน้ำได้ 667 ลิตร/ชั่วโมง
เทปน้ำหยด หัวจ่าย 1 ลิตร/ชั่วโมง ระยะห่าง 30 ซม. ใช้มีหัวน้ำหยด 200/0.3= 666.67 หัว ให้ปริมาณน้ำได้ 667 ลิตร/ชั่วโมง
ทั้งสองแบบให้ปริมาณน้ำที่เท่ากัน ครับ
แต่เรายังไม่ได้พูดถึงความสม่ำเสมอของน้ำที่จะออกนะครับว่าเป็นเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าแต่ละยี่ห้อไม่เท่ากันแน่นอนครับ
เราวางเทปยาวเท่าไหร่ก็ได้ครับ แต่ปริมาณน้ำที่ออกมันจะสม่ำเสมอหรือไม่
เทคนิคการบังคับให้มัลเบอร์รี่(หม่อน)ติดผล การบังคับให้หม่อนติดผลนอกฤดูกาล
2.1.57
ปัจจัยในการออกดอกของหม่อน
1. การสะสมความเย็นในระยะการเจริญเติบโตของพืช ทำให้มีผลต่อสรีระวิทยาของพืชเพื่อกระตุ้นการออกดอก หม่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของฮอร์โมนพืชภายในลำต้นหม่อนเพื่อกระตุ้นให้มีการติดดอกออกผล
2. ผลกระทบของช่วงระยะเวลาของแสงที่มีต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้มีผลต่อสรีระวิทยาของพืชเพื่อกระตุ้นการออกดอก
3. ความอุดมสมบูรณ์ของต้นหม่อน เป็นการสะสมสารอาหารต่าง ๆ ภายในลำต้นของหม่อนซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อให้ผ่านระยะเวลาการเจริญเติบโตทางลำต้น (vegetative growth) เข้าสู่ระยะของการติดดอกออกผล (reproductive growth)
การเก็บเกี่ยวผลผลิตผลหม่อนโดยวิธีการธรรมชาติและจากผลพลอยได้จากการตัดแต่งกิ่งหม่อนแต่ละครั้งจึงยังให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการแปรรูปผลหม่อนด้านต่างๆ ดังนั้นการใช้วิธีการบังคับต้นหม่อนด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตผลหม่อนในปริมาณที่มาก และตามระยะเวลาที่ต้องการ จึงเป็นวิธีการที่น่าจะทำให้การผลิตผลหม่อนออกมาคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการศึกษาในเรื่องการบังคับการติดดอกออกผลของหม่อนกันน้อยมากแต่ขณะนี้กำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง การบังคับการอกดอกของหม่อนมีวิธีการดังนี้ คือ
1. การโน้มกิ่ง-เด็ดยอด-ริดใบ
ในลักษณะการโน้มกิ่งแบบโค้งยอดเข้าหาพื้นดิน วิธีการนี้เหมาะสำหรับการปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 แบบเดิม ที่มีระยะปลูก 0.75 x 2.00 -3.00 เมตร วิธีการบังคับจะทำการตัดต่ำหม่อนตามปกติ ในช่วงต้นฤดูปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตทางลำต้นไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ในช่วงนี้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตใบหม่อนได้ตามปรกติโดยวิธีการเก็บใบ แต่ต้องระวังไม่ให้มีการกระทบกระเทือนต่อตาข้างของหม่อน และเมื่ออายุกิ่งหม่อนครบ 6 เดือน ก็เริ่มทำหารริดใบหม่อนที่เหลืออกให้หมด จากนั้นจึงโน้มกิ่งเข้าหากันลักษณะแถวต่อแถว โดยใช้เชือกฟางผูกติดกิ่งหม่อนแถวหนึ่งเข้ากับอีกแถวหนึ่ง ทำให้มองดูเหมือนอุโมงค์ ซึ่งทำให้ความสูงของอุโมงค์สูงประมาณ 1.50 เมตรจากพื้นดิน
ทำการตัดยอดกิ่งหม่อนออกให้หม่อนทุกกิ่งโดยการตัดไม่ให้ล้ำยื่นออกไปจากแนวแถวหม่อนเดิมเพื่อไม่ให้กีดขวางการปฏิบัติงานระหว่างแถวหม่อน หลังจากบังคับทรงพุ่มแล้วปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตตามปรกติ ซึ่งหม่อนจะมีการแตกตาข้างออกมาเกือบทุกตาพร้อมกับมีการแทงช่อดอกออกมาตามบริเวณที่แตกยอกออกมาใหม่ ตาดอกจะเริ่มทยอยบาน ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดตาดอก ซึ่งมีประมาณ 3-6 ตาต่อยอดใหม่ที่ตากออกมา ในลักษณะเช่นนี้หม่อน 1 ต้น จะให้ผลผลิตผลหม่อนประมาณ 400-500 ผล และให้ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 300-400 กิโลกรัม
สำหรับหม่อนพันธุ์ บุรีรัมย์ 60 โดยมีระยะเก็บเกี่ยวหลังจากดอกบานประมาณ 60-90 วัน วิธีการเช่นนี้สามารถแบ่งแปลงหม่อนบังคับทรงพุ่มต่างเวลากันเพื่อขยายระยะเวลาการให้ผลผลิตผลหม่อนได้ยาวนานขึ้น โดยสามารถโน้มกิ่งหม่อนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน 7 เดือน 8 เดือน และ 9 เดือน ก็จะมีผลผลิตผลหม่อนตั้งแต่ เดือนธันวาคม จนถึง เดือนเมษายน ของแต่ละปีแต่ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีด้วย หากมีปริมาณน้ำฝนมาก ควรยึดระยะเวลาในการโน้มกิ่งให้ช้าลง
2. การโน้มกิ่งหม่อนที่ปลูกแบบทรงพุ่ม
เป็นวิธีการบังคับทรงพุ่มหม่อนที่ปลูกแบบไม้ผลที่มีระยะปลูก ประมาณ 2 x 2 หรือ 4 x 4 เมตร ขึ้นไป เป็นการปลูกแบบไม่มีการตัดแต่งกิ่งแต่ทำการบังคับให้ทรงพุ่มสูงจากพื้นดิน 1.50 เมตร เมื่อหม่อนแตกกิ่งกระโดงใหม่ขึ้นมาในแต่ละปีก็จะทำการโน้มกิ่งให้ปลายยอดขนานกับพื้นดิน และก่อนจะโน้มกิ่งจะต้องริดใบหม่อนออกให้หมดก่อนพร้อมทั้งตัดยอดส่วนที่เป็นกิ่งสีเขียวออกยาวประมาณ 30 เซนติเมตรออกก่อน วิธีการโน้มกิ่งสามารถกระทำได้หลายวิธี คือ
2.1 โดยใช้ลวด หรือเชือกผูกโยงติดไว้กับกิ่งที่อยู่ข้างล่างหรือพื้นดินโดยใช้หลักไม้ไผ่ปักไว้บนพื้นดินสำหรับยึดเชือกหรือลวดไว้
2.2 ใช้ไม้ไผ่ล้อมเป้นคอกไว้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1.50 เมตร แล้วโน้มกิ่งออกมาใช้เชือกผูกมัดติดไว้กับคอกที่ล้อมไว้
2.3 ทำราวเส้นลวดขึงขนานในระหว่างแถวของต้นหม่อนแล้วโน้มกิ่งให้ขนานกับพื้นดิน จากนั้นนำกิ่งหม่อนที่ตัดยอด ริดใบออกแล้วมามัดติดไว้กับราวเส้นลวด วิธีการสามารถเก็บเส้นลวดไว้ใช้งานได้นานหลายปี
ส่วนระยะเวลาขอบการโน้มกิ่งจะอยู่ในช่วง เดือน กันยายน – เดือนมกราคม ในปีถัดไปแล้วแต่ว่าจะเลือกให้หม่อนติดดอกออกผลในช่วงระยะเวลาไหน ซึ่งปกติจะสามารถเก็บเกี่ยวผลหม่อนได้หลังจากทำการโน้มกิ่งประมาณ 60 วัน และมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลหม่อน ประมาณ 30 วัน อนึ่งสำหรับหม่อนที่ปลูกในสภาพพื้นที่สูบงที่มีอากาศหนาวเย็นมากการเก็บเกี่ยวและการติดตาดอกออกผลจะช้าออกไปประมาณ 1 เดือน ตามขนาดของความหนาวเย็น
2. การโน้มกิ่งหม่อนที่ปลูกแบบทรงพุ่ม
เป็นวิธีการบังคับทรงพุ่มหม่อนที่ปลูกแบบไม้ผลที่มีระยะปลูก ประมาณ 2 x 2 หรือ 4 x 4 เมตร ขึ้นไป เป็นการปลูกแบบไม่มีการตัดแต่งกิ่งแต่ทำการบังคับให้ทรงพุ่มสูงจากพื้นดิน 1.50 เมตร เมื่อหม่อนแตกกิ่งกระโดงใหม่ขึ้นมาในแต่ละปีก็จะทำการโน้มกิ่งให้ปลายยอดขนานกับพื้นดิน และก่อนจะโน้มกิ่งจะต้องริดใบหม่อนออกให้หมดก่อนพร้อมทั้งตัดยอดส่วนที่เป็นกิ่งสีเขียวออกยาวประมาณ 30 เซนติเมตรออกก่อน วิธีการโน้มกิ่งสามารถกระทำได้หลายวิธี คือ
2.1 โดยใช้ลวด หรือเชือกผูกโยงติดไว้กับกิ่งที่อยู่ข้างล่างหรือพื้นดินโดยใช้หลักไม้ไผ่ปักไว้บนพื้นดินสำหรับยึดเชือกหรือลวดไว้
2.2 ใช้ไม้ไผ่ล้อมเป้นคอกไว้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1.50 เมตร แล้วโน้มกิ่งออกมาใช้เชือกผูกมัดติดไว้กับคอกที่ล้อมไว้
2.3 ทำราวเส้นลวดขึงขนานในระหว่างแถวของต้นหม่อนแล้วโน้มกิ่งให้ขนานกับพื้นดิน จากนั้นนำกิ่งหม่อนที่ตัดยอด ริดใบออกแล้วมามัดติดไว้กับราวเส้นลวด วิธีการสามารถเก็บเส้นลวดไว้ใช้งานได้นานหลายปี
ส่วนระยะเวลาขอบการโน้มกิ่งจะอยู่ในช่วง เดือน กันยายน – เดือนมกราคม ในปีถัดไปแล้วแต่ว่าจะเลือกให้หม่อนติดดอกออกผลในช่วงระยะเวลาไหน ซึ่งปกติจะสามารถเก็บเกี่ยวผลหม่อนได้หลังจากทำการโน้มกิ่งประมาณ 60 วัน และมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลหม่อน ประมาณ 30 วัน อนึ่งสำหรับหม่อนที่ปลูกในสภาพพื้นที่สูบงที่มีอากาศหนาวเย็นมากการเก็บเกี่ยวและการติดตาดอกออกผลจะช้าออกไปประมาณ 1 เดือน ตามขนาดของความหนาวเย็น
การปลูกมัลเบอร์รี่ (หม่อนผลสด)
2.1.57
ระยะปลูก อาจปลูกเป็นแถว แต่ละต้นห่างกัน 4 เมตร เพื่อเผื่อรัศมีทรงพุ่มไว้อย่างน้อย 2.00 เมตร หรือจะปลูกในแปลงพื้นที่สี่เหลี่ยมด้วยระยะปลูก 4.00 x 4.00 เมตรก็ได้
การเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมลึก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10 กิโลกรัมต่อหลุม ใส่ปูนโดโลไมท์หรือปูนขาว ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อหลุม และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัมต่อหลุม หรือจะให้แม่นยำต้องใส่ตามค่าการวิเคราะห์ดิน คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วกลบหลุมด้วยหน้าดินให้พูนเล็กน้อย
วิธีการปลูก ขุดดินบนหลุมที่เตรียมไว้ให้ลึกพอประมาณ แล้วนำต้นหม่อนที่เตรียมไว้ด้วยวิธีการต่างๆลงปลูกกลบดินให้แน่น
การบังคับทรงต้น ต้นหม่อนที่ปลูกจากกิ่งชำชนิดล้างราก หรือชนิดชำถุง หรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์จากกิ่งพันธุ์โดยตรง เมื่อต้นหม่อนเจริญเติบโตได้ประมาณ 6-12 เดือน จะต้องบังคับทรงพุ่มโดยตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียงกิ่งเดียวไว้เป็นต้นตอ มีความสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร จากพื้นดิน ปล่อยให้หม่อนแตกกิ่งใหม่หลายๆกิ่ง เก็บกิ่งที่สมบูรณ์ไว้ กิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้ตัดทิ้งเพื่อให้ด้านล่างโปร่ง ง่ายต่อการปฏิบัติดูแลรักษาด้านเขตกรรมต่างๆ เช่น การกำจัดวัชพืช การใส่ปุ๋ย การพรวนดิน การตัดแต่งกิ่งแขนงและการเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นต้น อนึ่งสำหรับหม่อนที่ปลูกในปีแรกๆ ลำต้นและระบบรากยังเจริญเติบโตไม่มาก อาจจะหักล้มได้ง่าย ดังนั้นจะต้องทำการยึดลำต้นไว้ด้วยไม้ หรือไม้ไผ่ให้แน่นหนา
การใส่ปุ๋ย ในปีที่ 2 ให้ใส่ปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ตามการวิเคราะห์ความต้องการปูนขาวของดินเพิ่ม ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัมต่อต้น
การให้น้ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้น้ำหม่อนในระยะที่หม่อนติดผลแล้ว (โดยปกติจะมีฝนหลงฤดูหรือฝนชะช่อมะม่วงผ่านเข้ามา จะทำให้ต้นหม่อนแตกตาติดดอก ถ้าไม่มีฝนหลงฤดู หลังโน้มกิ่ง รูดใบ ต้องให้น้ำกระตุ้นการแตกตาแทนน้ำฝน) หากขาดน้ำจะทำให้ผลหม่อนฝ่อก่อนที่จะสุก หรือทำให้ผลหม่อนมีขนาดเล็ก
การตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาทรงพุ่ม ตัดเฉพาะกิ่งแขนงที่ไม่สมบูรณ์และเป็นโรคทิ้ง เพื่อลดการสะสมโรคและแมลการบังคับให้หม่อนติดผลนอกฤดูกาล ใช้วิธีการบังคับต้นหม่อน เพื่อให้ได้ผลผลิตผลหม่อนในระยะเวลาที่ต้องการ มีวิธีการดังนี้
1) ทำการโน้มกิ่งหม่อนที่ปลูกแบบทรงพุ่ม โดยการโน้มกิ่งให้ปลายยอดขนานกับพื้น หรือโน้มลงพื้นดิน รูดใบหม่อนออกให้หมด พร้อมทั้งตัดยอดส่วนที่เป็นกิ่งสีเขียวออกยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้เชือกผูกโยงติดไว้กับหลักไม้ไผ่ ซึ่งปักไว้บนพื้นดินสำหรับยึดเชือกไว้
2) หลังการโน้มกิ่ง 8-12 วัน ดอกหม่อนจะแตกออกพร้อมใบ จากนั้นจะมีการพัฒนาการของ ผลหม่อน โดยผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขาว สีชมพู สีแดง และสีม่วงดำ ตามลำดับ โดยใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน ผลจะเริ่มแก่และสุก สามารถเก็บไปรับประทานสดหรือนำไปแปรรูปได้ มีระยะเวลาในการเก็บผลประมาณ 30 วันต่อต้น เพราะผลหม่อนจะทยอยสุก เนื่องจากออกดอกไม่พร้อมกัน
เมื่อต้นหม่อนมีอายุตั้งแต่ 2 ปี เป็นต้นไปจะให้ผลผลิตผลหม่อนประมาณ 1.5-35 กิโลกรัม(ประมาณ 750-1,850 ผลต่อครั้งต่อต้น) เพียงพอต่อการบริโภคผลสดทั้งครอบครัวทุกวัน ตลอดปี ซึ่งร่างกายต้องการวันละ 10-30 ผลเท่านั้น อีกทั้งยังมีผลหม่อนสดไว้แปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่มได้อีกหลายชนิด เช่น น้ำหม่อน แยมหม่อน เชอเบทหม่อน ฯลฯ ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ สำหรับผู้รักสุขภาพทุกท่านที่จะปลูกหม่อนไว้รับประทานเอง หากสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็ติดต่อมาได้ที่กรมหม่อนไหม จตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 089-4476600 ในหรือนอกเวลาราชการก็ยินดีครับ
ปลูกองุ่นบนอพาร์ทเม็นท์
2.1.57
.jpg)
สำหรับกิ่งพันธุ์องุ่นตอใหญ่ติดตาสามสายพันธุ์นี้ผมซื้อมาราคา 330 บาทซื้อที่ ตลาดต้นไม้วันพุธ-พฤหัส ที่จตุจักร เค้าขายราคาประมาณ 400 - 500 บาทไม่แน่นอนแล้วแต่คนขายแต่ผมต่อราคาเอา
วิธีปลูกก้อไม่ยาก ซื้อดินกับกระถางใบใหญ่(ขอย้ำว่าใบใหญ่) เพราะองุ่นรากเค้าหากินผนผิวดินดังนั้นต้องหากระถางใบใหญ่ที่ปากกระถางต้องกว้างจะลึกหรือตื้นก้อไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่เน้นปากกระถางต้องกว้าง
เมื่อได้กระถางแล้วน้ำดินที่ซื้อมาหรือปรุงดินเองก้อได้พยายามหาปุ๋ยคอกใส่ให้เยอะส่วนผมใช้ดินถุงผสมกับขี้วัว(ดินใบก้ามปู) ใส่เศษอิฐเศษหินลงก้นกระถางนิดหน่อยเพื่อให้ระบายน้ำได้ดีใส่ดินที่เราผสมแล้วลงไปประมาณ1ใน3ของกระถางแล้วเอากิ่งองุ่นลงปลูกเอาดินใส่กลบกิ่งพันธุ์กดให้แน่นหาหลักมายึดไว้ด้วยกันกระเทือนใส่ดินอย่าให้เต็มกระถางให้อยู่ประมาณ 3ใน4 ของกระถางแล้วรดน้ำให้ชุ่มช่าวนี้รดน้ำวันเว้นวันก้อได้รอให้องุ่นยอดเลื้อยแล้วค่อยรดทุกวันซึ่งองุ่นชอบน้ำมาก
เมื่อองุ่นยอดเริ่มเลื้อยเราก้อทำค้างให้เค้าเลื้อยส่วนผมอยู่อพาร์ทเมนต์ก้อเลยใช้ลวดขึงเอาแล้วใช้เชือกฟางเป็นสพานให้เค้าไต่ไปจนถึงค้างเส้นลวดที่ผมขึงเอาไว้เมื่อองุ่นไต่ไปจนถึงค้างก้อเด็ดยอดเพื่อให้เค้าแตกยอดเยอะ ๆเมื่อเราเด็ดยอดแล้วเค้าจะแตกยอดเป็นสองยอดเราก้อคอยจัดยอดให้เลื้อยไปตามค้างที่เราทำเอาไว้รอให้ยอดใหม่ยาวได้ประมาณ40-50ซม.ก้อเด็ดใหม่อีกเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ยิ่งมียอดมากยิ่งมีผลผลิตมาก(อย่าลืม)
เมื่อปลูกองุ่นได้ 8-10 เดือน กิ่งองุ่นเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลก้อเริ่มวิธีการสำหรับให้องุ่นติดลูกช่วงนี้ให้ใส่ปุ๋ย 8-24-24 ซัก 1 กำมือแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ช่วงนี้รดน้ำทุกวัน
เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วประมาณ 15 วัน งดน้ำองุ่น10-15วันรอดูใบองุ่นว่าแห้งกรอบแล้วหรือยังถ้าแห้งแล้วก้อทำการตัดแต่งกิ่งโดยเด็ดใบออกให้หมด ตัดยอดกิ่งที่เป็นสีเขียวออกให้เหลือกิ่งที่เป็นสีน้ำตาดโดยแต่ละกิ่งควรให้มีตากิ่งติดอยู่5-8ตา แล้วน้ำกิ่งและใบที่ตัดไปทิ้งแล้ว
นำดินมาเติมที่กระถางพรวนดินแล้วลดน้ำให้ชุ่มทุกวัน
อย่าลืมใส่ปุ๋ยคอกด้วนนะครับเค้าชอบซัก 10 วัน เค้าก้อแทงยอดพร้อมดอกแล้วหล่ะครับหลังจากนี้เค้าก้อโตของเค้าเอง
หลังจากนี้ไปเขาก้อจะโตไว้มากแป๊ปเดียวลูกก้อจะโตมากโดยทั่วไปแล้วตามไร่องุ่นเค้าจะฉีดพ่นสารเคมีบางอย่างเพื่อให้องุ่นยืดช่อยืดลูกไม่ให้มันเบียดกันง่ายต่อการดูแลและลูกโตสำหรับผมแล้วไม่กล้าฉีดซื้อมาเหมือนกันกลัวมันอันตรายเพราะปลูกไว้กินเองไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมีกินอยู่แบบธรรมชาติดีที่สุด
พอองุ่นเริ่มเข้าสีคือองุ่นเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดงก้อยังให้น้ำปกติและก้อใส่มูลค้างคาวซัก 2 กำมืือโดยโรยไปรอบ ๆ ต้น แค่นี้องุ่นผมก้อหวานแล้วจนองุ่นสีแดงเสมอกันหมดก้อให้น้ำน้อยลงโดยดูที่ดินอย่าให้แห้งจนเกินไปอาจจะรดน้ำวันเว้นวันแล้วเป็นสองวันให้ครั้งนึงก้อได้จนองุ่นเกือบดำก้องดน้ำเลยแล้วลองเด็ดลูกองุ่นมาชิมดูว่าพวงไหนหวานก้อตัดมาทานได้
องุ่นผมหวานกรอบทุกช่อแต่ไม่หวานจนบาดคอเพราะผมไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มความหวานแต่ถ้าใครอยากให้หวานมากๆก้อใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 ตอนที่องุ่นเริ่มเข้าสีก้อได้ไม่ว่ากันใส่ประมาณ 1- 2กำมือโดยหว่านรอบ ๆ ต้นนะครับ
เมื่อเก็บผลิตเรียบร้อยแล้วก้อพักต้นซัก 20 - 30วันก้อเริ่มต้นทำให้ออกลูกใหม่ครับก้อทำเหมือนๆ เดิม ถ้าเราทิ้งระยะเวลาในการพรุนกิ่งนานก้อจะทำให้องุ่นออกลูกน้อยลง (อันนี้ผมเคยอ่านมาแต่จำไม่ได้ว่าจากที่ไหนแต่ผมเคยลองแล้วว่าจริง ๆ ด้วย)
ขอให้สนุกกับการปลูกองุ่นนะครับ
เกษตรกรที่ จ.สุรินทร์ปลูก"มัลเบอรี"ขายรายได้ดี
2.1.57
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกร ที่ จ.สุรินทร์ ปลูกต้น มัลเบอร์รี่ จำนวน 3 งาน สามารถเก็บผลผลิตลูกมัลเบอร์รี่ได้วันละ 40 กก. ขาย กก.ละ 100 บาท สามารถแปรรูปเป็นแยม ,น้ำผลไม้ได้
แม่โจ้แนะนำเทคนิคการเพิ่มผลผลิตมัลเบอร์รี่
2.1.57
โดยช่อง 7 เมื่อ 20 พ.ย.2556
เป็นเรื่องการเพิ่มผลผลิตมัลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเทคนิคนำลวดมาทำค้างผสมผสานกับการดูแลอย่างดี ผู้สื่อข่าวเกษตร ไปดูมาบอกว่าเป็นงานวิจัย ที่ช่วยให้ผลผลิตมัลเบอร์รี่เพิ่มขึ้นได้เท่าตัว
ที่สำคัญวิธีนี้เก็บผลผลิตได้ง่ายขึ้นด้วย ไปติดตามเรื่องนี้ในสารคดีเกษตรกัน
Read more ...
เป็นเรื่องการเพิ่มผลผลิตมัลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเทคนิคนำลวดมาทำค้างผสมผสานกับการดูแลอย่างดี ผู้สื่อข่าวเกษตร ไปดูมาบอกว่าเป็นงานวิจัย ที่ช่วยให้ผลผลิตมัลเบอร์รี่เพิ่มขึ้นได้เท่าตัว
ที่สำคัญวิธีนี้เก็บผลผลิตได้ง่ายขึ้นด้วย ไปติดตามเรื่องนี้ในสารคดีเกษตรกัน
ข้อมูลเพิ่มเติม โทร.089-264-2853
ม.แม่โจ้ ปลูกองุ่น ได้ผลผลิตดีในพื้นที่ราบ พร้อมส่งเสริมความรู้ให้กับเกษตรกร
1.1.57
"องุ่น" ไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นที่รู้จักและนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย ดังนั้น ทางสาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงนำมาทดลองปลูกในพื้นที่ราบและพบว่าได้ผลผลิตมาก มีคุณภาพดี พร้อมส่งเสริมให้กับเกษตรกร
ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า จากการทดลองปลูกองุ่นบนที่สูงได้ผลดี แต่เมื่อเกษตรกรที่อยู่พื้นที่ราบต้องการปลูก ยังมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจว่าสามารถปลูกได้หรือไม่ จึงได้ทำแปลงทดลองที่สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี 2554 โดยได้นำยอดพันธุ์มาต่อกับต้นตอเดิมที่มีอยู่แล้ว อายุประมาณ 5 ปี (ระยะปลูก 1x4 เมตร) ซึ่งพันธุ์ที่นำมาทดลอง ได้แก่
พันธุ์
"บิวตี้ซีดเลสส์",
"เฟลมซีดเลสส์",
"เพอร์เร็ท" (Perlette),
"เคียวโฮะ" (Kyoho),
"พลานอร่า" (Planora) และ
องุ่นทำไวน์ อีก 2 สายพันธุ์
รวม 8 สายพันธุ์
โดยมีการจัดการกิ่งและตัดแต่งกิ่งแบบที่ให้ผลผลิตเรียงเป็นระเบียบคล้ายกับก้างปลา จึงเรียกวิธีการจัดกิ่ง "แบบก้างปลา" ซึ่งมีผลทำให้องุ่นออกดอก ติดผล และคุณภาพดี
ภายหลังจากทดสอบที่สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนเป็นที่แน่ใจว่า องุ่นสามารถให้ผลผลิตได้ดีถึงแม้ว่าปลูกในพื้นที่ราบ เมื่อนำเทคนิคการจัดการกิ่งแบบประณีตเข้ามาใช้ ทำให้สามารถผลิตองุ่นได้ดีขึ้นทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ
องุ่นที่ปลูกเน้นขึ้นค้างเพื่อการจัดกิ่งบนค้างให้ง่ายต่อการตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาโดยจัดกิ่งรูปตัวเอช (H) ซึ่งต่างจากระบบที่ทำกันทั่วไปแบบรูปตัวเอ็กซ์ (X) และทำให้ผลผลิตต่อต้นสูงและสม่ำเสมอในทุกๆ ปี โดยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 ครั้ง ต่อปี รวมถึงย่นระยะเวลาตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวสั้นลงโดยใช้ต้นตอที่แข็งแรงและปลอดโรค ตลอดจนลดการใช้สารเคมีป้องกันโรคและแมลง โดยการสร้างโรงเรือนพลาสติกป้องกันหมอกและฝน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดและแพร่ระบาดของโรค และเพิ่มความหวานให้สูงขึ้นในช่วงผลผลิตออกในฤดูฝนโดยใช้ต้นตอที่มีระบบรากที่ไม่แข็งแรงมาก
ส่วนขั้นตอนของการปลูก เริ่มจากจัดทำโรงเรือนพลาสติกและทำค้าง เพื่อป้องกันหมอกและฝนที่เป็นสาเหตุในการแพร่ระบาดของโรค สามารถลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงได้มาก ซึ่งการทำโรงเรือนพลาสติกสามารถทำแบบดี โดยมีการระบายอากาศและปิดข้างด้วยตาข่ายป้องกันแมลงและนกได้ แต่ทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น หรือทำแบบอย่างง่ายเพื่อลดต้นทุนโดยการคุมพลาสติกเฉพาะด้านบน ส่วนด้านข้างเปิดโล่ง
ภายหลังจากทดสอบที่สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนเป็นที่แน่ใจว่า องุ่นสามารถให้ผลผลิตได้ดีถึงแม้ว่าปลูกในพื้นที่ราบ เมื่อนำเทคนิคการจัดการกิ่งแบบประณีตเข้ามาใช้ ทำให้สามารถผลิตองุ่นได้ดีขึ้นทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ
องุ่นที่ปลูกเน้นขึ้นค้างเพื่อการจัดกิ่งบนค้างให้ง่ายต่อการตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาโดยจัดกิ่งรูปตัวเอช (H) ซึ่งต่างจากระบบที่ทำกันทั่วไปแบบรูปตัวเอ็กซ์ (X) และทำให้ผลผลิตต่อต้นสูงและสม่ำเสมอในทุกๆ ปี โดยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 ครั้ง ต่อปี รวมถึงย่นระยะเวลาตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวสั้นลงโดยใช้ต้นตอที่แข็งแรงและปลอดโรค ตลอดจนลดการใช้สารเคมีป้องกันโรคและแมลง โดยการสร้างโรงเรือนพลาสติกป้องกันหมอกและฝน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดและแพร่ระบาดของโรค และเพิ่มความหวานให้สูงขึ้นในช่วงผลผลิตออกในฤดูฝนโดยใช้ต้นตอที่มีระบบรากที่ไม่แข็งแรงมาก
ส่วนขั้นตอนของการปลูก เริ่มจากจัดทำโรงเรือนพลาสติกและทำค้าง เพื่อป้องกันหมอกและฝนที่เป็นสาเหตุในการแพร่ระบาดของโรค สามารถลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงได้มาก ซึ่งการทำโรงเรือนพลาสติกสามารถทำแบบดี โดยมีการระบายอากาศและปิดข้างด้วยตาข่ายป้องกันแมลงและนกได้ แต่ทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น หรือทำแบบอย่างง่ายเพื่อลดต้นทุนโดยการคุมพลาสติกเฉพาะด้านบน ส่วนด้านข้างเปิดโล่ง
ส่วนการทำค้างสามารถใช้ลวดขึงบนโครงสร้างของโรงพลาสติกได้ โดยไม่ต้องใช้โครงสร้างของค้างภายในโรงเรือนหรือโรงพลาสติกซึ่งจะช่วยลดต้นทุนลงได้ การขึงลวดทำค้างให้มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 180 เซนติเมตร และมีความกว้าง 3.5-4 เมตร เพื่อง่ายในการจัดการดูแลรักษาและการจัดกิ่งบนค้าง โดยขึงลวดในแนวยาว เพียงด้านเดียวจากหัวแปลงไปถึงท้ายแปลง มีระยะห่างของลวดประมาณ 25-30 เซนติเมตร
จากนั้นเตรียมดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ทดสอบได้อย่างง่ายๆ คือ ขุดหลุมกว้างประมาณ 20-30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เมตร และเทน้ำให้เต็มหลุม ถ้าดินมีการระบายดี น้ำจะแห้งอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าดินระบายน้ำไม่ดีหรือดินเหนียว น้ำขังเป็นเวลานาน รากองุ่นก็จะแช่น้ำนาน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์แข็งแรงของต้นองุ่นด้วย ถ้าไม่สามารถเลือกพื้นที่หรือสภาพดินได้ต้องทำระบบร่องระบายน้ำใต้ดิน โดยทำร่องน้ำเล็กๆ ไว้ใต้หลุมปลูกซึ่งเมื่อฝนตกลงมาน้ำจะค่อยๆ ซึมผ่านลงร่องระบายอย่างช้าๆ ทำให้น้ำไม่ขังอยู่ภายในหลุมและดินไม่แห้งเร็วจนเกินไป ซึ่งมีผลเป็นอย่างมากต่อการปลูกและจัดการดูแลรักษาองุ่นในระยะยาว
สำหรับการตัดแต่งกิ่งกระตุ้นการออกดอกและติดผล เพื่อเพิ่มคุณภาพหลังจากจัดกิ่งบนค้างได้สมบูรณ์ และรอจนกระทั่งกิ่งเปลี่ยนสี มีอายุประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งช่วงนี้กิ่งแขนงหรือกิ่งย่อยจะมีการพัฒนาตาดอก โดยกิ่งเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลและตาข้างมีลักษณะนูนกลมในตำแหน่งตาที่ 5-6 ตัดแต่งเพื่อกระตุ้นให้ออกดอกและติดผล โดยตัดแต่งในช่วงตำแหน่งตาที่ 5 หรือ 6 หลังจากตัดแต่งแล้ว เด็ดใบทิ้งเพื่อกระตุ้นให้ตาดอกแตกพร้อมกันทุกกิ่งและสม่ำเสมอ
หลังจากตัดแต่งกิ่งและเด็ดใบเสร็จ ป้ายหรือพ่นสารกระตุ้นการแตกตาดอกให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้มีการแตกตาดอกพร้อมกัน หลังจากนั้น พ่นฮอร์โมนเพื่อยืดช่อดอกและขยายขนาดผลที่ช่อ ซึ่งจะพ่น 2 ครั้ง คือ ช่วงดอกบาน และหลังดอกบาน 10 วัน พร้อมทั้งตัดแต่งผล ครั้งที่ 1 หลังดอกบานประมาณ 10 วัน และครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์
จากนั้นเตรียมดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ทดสอบได้อย่างง่ายๆ คือ ขุดหลุมกว้างประมาณ 20-30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เมตร และเทน้ำให้เต็มหลุม ถ้าดินมีการระบายดี น้ำจะแห้งอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าดินระบายน้ำไม่ดีหรือดินเหนียว น้ำขังเป็นเวลานาน รากองุ่นก็จะแช่น้ำนาน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์แข็งแรงของต้นองุ่นด้วย ถ้าไม่สามารถเลือกพื้นที่หรือสภาพดินได้ต้องทำระบบร่องระบายน้ำใต้ดิน โดยทำร่องน้ำเล็กๆ ไว้ใต้หลุมปลูกซึ่งเมื่อฝนตกลงมาน้ำจะค่อยๆ ซึมผ่านลงร่องระบายอย่างช้าๆ ทำให้น้ำไม่ขังอยู่ภายในหลุมและดินไม่แห้งเร็วจนเกินไป ซึ่งมีผลเป็นอย่างมากต่อการปลูกและจัดการดูแลรักษาองุ่นในระยะยาว
สำหรับการตัดแต่งกิ่งกระตุ้นการออกดอกและติดผล เพื่อเพิ่มคุณภาพหลังจากจัดกิ่งบนค้างได้สมบูรณ์ และรอจนกระทั่งกิ่งเปลี่ยนสี มีอายุประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งช่วงนี้กิ่งแขนงหรือกิ่งย่อยจะมีการพัฒนาตาดอก โดยกิ่งเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลและตาข้างมีลักษณะนูนกลมในตำแหน่งตาที่ 5-6 ตัดแต่งเพื่อกระตุ้นให้ออกดอกและติดผล โดยตัดแต่งในช่วงตำแหน่งตาที่ 5 หรือ 6 หลังจากตัดแต่งแล้ว เด็ดใบทิ้งเพื่อกระตุ้นให้ตาดอกแตกพร้อมกันทุกกิ่งและสม่ำเสมอ
หลังจากตัดแต่งกิ่งและเด็ดใบเสร็จ ป้ายหรือพ่นสารกระตุ้นการแตกตาดอกให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้มีการแตกตาดอกพร้อมกัน หลังจากนั้น พ่นฮอร์โมนเพื่อยืดช่อดอกและขยายขนาดผลที่ช่อ ซึ่งจะพ่น 2 ครั้ง คือ ช่วงดอกบาน และหลังดอกบาน 10 วัน พร้อมทั้งตัดแต่งผล ครั้งที่ 1 หลังดอกบานประมาณ 10 วัน และครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์
นอกจากนี้ ยังห่อผลเพื่อให้สีผิวผลองุ่นสีนวล ผลโตขึ้นมีคุณภาพดี จะเริ่มห่อองุ่นในช่วงเปลี่ยนสีหรือหลังดอกบานประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ซึ่งมีอายุการติดผลถึงเก็บเกี่ยวไม่เท่ากัน
สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมีอายุประมาณ 90-120 วัน หลังจากดอกบาน โดยมาตรฐานทั่วไปเฉลี่ยความหวานไม่ต่ำกว่า 16 องศาบริกซ์ สามารถเก็บเกี่ยวได้ แต่ปัญหาเรื่องความหวานต่ำมักพบในช่วงฤดูฝนซึ่งต้องงดน้ำก่อนเก็บประมาณ 2 สัปดาห์ และพ่นปุ๋ย 0-0-60 หรือบอริกแอซิด ทางใบ 4 และ 2 สัปดาห์ ก่อนเก็บ จะช่วยหยุดการเจริญเติบโตของยอดอ่อนและช่วยเพิ่มความหวานสูงขึ้น
สำหรับผู้ที่สนใจเทคนิคการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตองุ่น ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ โทร. (089) 264-2853, (083) 863-4458
สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมีอายุประมาณ 90-120 วัน หลังจากดอกบาน โดยมาตรฐานทั่วไปเฉลี่ยความหวานไม่ต่ำกว่า 16 องศาบริกซ์ สามารถเก็บเกี่ยวได้ แต่ปัญหาเรื่องความหวานต่ำมักพบในช่วงฤดูฝนซึ่งต้องงดน้ำก่อนเก็บประมาณ 2 สัปดาห์ และพ่นปุ๋ย 0-0-60 หรือบอริกแอซิด ทางใบ 4 และ 2 สัปดาห์ ก่อนเก็บ จะช่วยหยุดการเจริญเติบโตของยอดอ่อนและช่วยเพิ่มความหวานสูงขึ้น
สำหรับผู้ที่สนใจเทคนิคการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตองุ่น ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ โทร. (089) 264-2853, (083) 863-4458
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)
.jpg)
.jpg)







.jpg)



