ปลูกผักในขวด 2 ลิตร

19.1.57
แนะนำการปลูกผักในน้ำ

Read more ...

นวัตกรรมเพื่อการเพาะปลูกรางวัล 'บิล เกตส์'

15.1.57



โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 16 ม.ค.2557

นักประดิษฐ์ชาวบราซิล พัฒนาระบบเพาะเมล็ดพืชแนวใหม่ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิต และเหมาะแก่การทำการเกษตรแบบยั่งยืน โดยนวัตกรรมดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ "บิล แอนด์ เมลินดา เกตส์" ท่ามกลางความหวังในการยกระดับการเพาะปลูกในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก นวัตกรรมนี้มีความพิเศษอย่างไร

เมล็ดพันธุ์พืชจำนวนมาก ถูกนำมาเทกองรวมกันในห้องทดลองของผู้ประกอบการชาวบราซิล ก่อนนำไปดัดแปลง และปรับใช้กับระบบเพาะปลูกพืชแนวใหม่ ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นนวัตกรรมที่ปฏิวัติวงการเกษตร โดยเฉพาะการทำฟาร์มขนาดเล็กทั่วโลกในอนาคต


นวัตกรรมดังกล่าวมีระบบการทำงานเรียบง่าย เพียงแค่นำเมล็ดพันธุ์พืชที่เตรียมไว้ มาจัดวางเรียงกันบน

เทปเซลลูโลส

ในระยะห่างที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด

จากนั้น เกษตรกรสามารถนำเทปเซลลูโลสนี้ไปฝังกลบบนแปลงเพาะปลูกได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรให้สิ้นเปลืองเงินทองแต่อย่างใด

นายมัทเธอุส มาร์ราฟอน นักปฐพีวิทยา และผู้ประกอบการวัย 29 ปี 

ซึ่งเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมนี้ เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของนวัตกรรมดังกล่าว คือ การจัดวางระยะห่างของเมล็ดพันธุ์พืชที่เหมาะสม ทำให้พืชสามารถเจริญงอกงามได้อย่างเต็มที่หลังเติบโตออกมาเป็นต้นแล้ว


สิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นขึ้นนี้ มาจากแรงบันดาลใจในการช่วยมารดาทำฟาร์มขนาดเล็กของครอบครัว ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาเรื่องการใช้เครื่องจักร และทำให้การเพาะเมล็ดมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว แผ่นเซลลูโลสที่ใช้ยังมีคุณสมบัติในการเก็บกักน้ำ และความชื้น ทำให้เมล็ดพืชเติบโตได้ดี ทั้งยังช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชกัดกินเมล็ด และสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ถือเป็นหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายมาร์ราฟอนระบุว่า นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ จะทำให้อัตราความสำเร็จในการเพาะเมล็ดพันธุ์มีมากขึ้น และจะทำให้ผลผลิตของฟาร์มขนาดเล็ก และฟาร์มแบบครัวเรือนเพิ่มขึ้นได้มากถึงร้อยละ 50

นวัตกรรมนี้ได้รับการคัดเลือกจาก

มูลนิธิบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์ 

เมื่อปลายปีที่แล้ว ให้ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 1 แสนดอลลาร์ หรือกว่า 3 ล้านบาท ท่ามกลางสิ่งประดิษฐ์อื่นๆที่ยื่นขอเงินทุนจากมูลนิธิทั้งหมด 2,700 ราย ขณะที่นายมาร์ราฟอน เปิดเผยว่า เขาจะใช้เงินที่ได้เพื่อนำนวัตกรรมของเขาไปปรับปรุง และทดลองใช้กับสถานที่จริงในทวีปแอฟริกา

ขณะเดียวกัน หากการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ มูลนิธิบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์ ซึ่งก่อตั้งโดยเศรษฐีใจบุญผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ยังมีแผนมอบเงินก้อนใหม่ให้เขา เพื่อนำไปใช้ปรับปรุง และพัฒนาดีไซน์ในขั้นตอนต่อไปอีกเป็นจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 30 ล้านบาท 
Read more ...

กระทู้ปลูกผักของ ตู้ไฟ007

14.1.57
โดยพันทิพ เมื่อ 15 ม.ค.2557

http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/10/J9802240/J9802240.html

http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/10/J9812642/J9812642.html

http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/11/J9956233/J9956233.html

http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/11/J9975099/J9975099.html

http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/12/J10017583/J10017583.html

http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2011/01/J10105462/J10105462.html

http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2011/02/J10285791/J10285791.html
Read more ...

ข้อมูลของ เทปน้ำหยด

13.1.57
ขอนำเสนอเรื่องเทปน้ำหยด

1. เทปน้ำหยด มีหลายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ครับ 16, 18, 20, 22 มิลลิเมตร

โดยทั่วไปเป็นขนาด 16 มิลลิเมตร จ่ายน้ำให้ได้ประมาณ 1,000 - 1,500 ลิตร ต่อชั่วโมง

2. หัวน้ำหยดในเทป มีหลายรูปแบบ ให้ปริมาณน้ำได้ตั้งแต่ 0.5 - 2 ลิตร

3. ระยะความห่างของหัวน้ำหยด มีตั้งแต่ 10 - 60 ซม.

4. ความหนาของผนังเทป มีตั้งแต่ 0.15, 0.20, 0.25, 0.30, 0.35 มิลลิเมตร

5. ประเภทหัวน้ำหยด มีแบบที่ปรับแรงดัน เพื่อให้ได้น้ำที่สม่ำเสมอในพื้นที่ที่มีความลาดชันแตกต่างกัน และไม่ปรับแรงดัน ส่วนใหญ่เป็นประเภทนี้ครับ

6. ความสม่ำเสมอของปริมาณน้ำคือ % ของปริมาณน้ำที่ออกตลอดทั้งเส้นทั้งหัวแปลงท้ายแปลง โดยทั่วไปต้องไม่น้อยกว่า 90-95 % ตามสเปก

7. แรงดันที่ใช้งาน คือ แรงดันที่ทำให้เทปน้ำหยดทำงงานตามสเปกที่กำหนด ทั่วไปจะมีตั้งแต่ 0.3-1 Bar (1 Bar = 10 เมตร)

ทั้งนี้การเลือกใช้เทปน้ำหยดมีปัจจัยที่ควรคำนึงถึงหลักๆ คือ

1. พืชที่ปลูก 
2.ประเภทของดิน 
3.ลักษณะพื้นที่(สูงต่ำ) 
4. ความสม่ำเสมอ

1. พืชที่ปลูก พืชผัก ควรใช้ระยะห่าง 10 -20 ซม., พืชไร่ 20 - 60 ซม.

2. ประเภทของดิน ดินทรายควรจะใช้หัวที่ถี่ ดินเหนียวควรจะใช้หัวที่ห่าง

3. ลักษณะพื้นที่ ถ้าเป็นพื้นที่ที่มี slope มาก ควรจะมีวางสั้น พื้นที่ราบก็วางได้ตามสเปกของแต่ละยี่ห้อ

ส่วนการคำนวณว่าจะวางเทปยาวเท่าใหร่นั้นมีหลักเปรียบเทียบง่ายๆ เช่น

1. ขนาดแปลงยาว 200 เมตร จะใช้เทปแบบไหนดี เปรียบเทียบเฉพาะปริมาณน้ำ กับระยะห่างนะครับ

เทปน้ำหยด หัวจ่าย 2 ลิตร/ชั่วโมง ระยะห่าง 60 ซม. ใช้มีหัวน้ำหยด 200/0.6= 333.33 หัว ให้ปริมาณน้ำได้ 667 ลิตร/ชั่วโมง

เทปน้ำหยด หัวจ่าย 1 ลิตร/ชั่วโมง ระยะห่าง 30 ซม. ใช้มีหัวน้ำหยด 200/0.3= 666.67 หัว ให้ปริมาณน้ำได้ 667 ลิตร/ชั่วโมง

ทั้งสองแบบให้ปริมาณน้ำที่เท่ากัน ครับ

แต่เรายังไม่ได้พูดถึงความสม่ำเสมอของน้ำที่จะออกนะครับว่าเป็นเท่าไหร่ ผมเชื่อว่าแต่ละยี่ห้อไม่เท่ากันแน่นอนครับ

เราวางเทปยาวเท่าไหร่ก็ได้ครับ แต่ปริมาณน้ำที่ออกมันจะสม่ำเสมอหรือไม่
Read more ...

เทคนิคการบังคับให้มัลเบอร์รี่(หม่อน)ติดผล การบังคับให้หม่อนติดผลนอกฤดูกาล

2.1.57
ปรกติโดยทั่วไปเมื่อต้นหม่อนมีการเจริญเติบโตทางด้านลำต้นไประยะหนึ่งแล้วก็จะมีการออกดอกติดผล ซึ่งการออกดอกติดผลของหม่อนจะเริ่มมีการแทงช่อดอก ในช่วงต้นฤดูหนาวประมาณต้นเดือนมกราคม จากนั้นก็จะเริ่มสุกในช่วงต้นเดือนมีนาคม จนถึงเดือนเมษายน ปริมาณผลหม่อนที่ได้จะขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ ขนาดและอายุของต้น นอกจากนั้นหม่อนยังมีการแทงช่อดอกในปริมาณที่เล็กน้อยเมื่อมีการตัดแต่งกิ่งหม่อนในแต่ละครั้งที่มีการตัดกลาง ตัดแขนงในช่วงกลางปี

ปัจจัยในการออกดอกของหม่อน

1. การสะสมความเย็นในระยะการเจริญเติบโตของพืช ทำให้มีผลต่อสรีระวิทยาของพืชเพื่อกระตุ้นการออกดอก หม่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของฮอร์โมนพืชภายในลำต้นหม่อนเพื่อกระตุ้นให้มีการติดดอกออกผล

2. ผลกระทบของช่วงระยะเวลาของแสงที่มีต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำให้มีผลต่อสรีระวิทยาของพืชเพื่อกระตุ้นการออกดอก

3. ความอุดมสมบูรณ์ของต้นหม่อน เป็นการสะสมสารอาหารต่าง ๆ ภายในลำต้นของหม่อนซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน เพื่อให้ผ่านระยะเวลาการเจริญเติบโตทางลำต้น (vegetative growth) เข้าสู่ระยะของการติดดอกออกผล (reproductive growth)

การเก็บเกี่ยวผลผลิตผลหม่อนโดยวิธีการธรรมชาติและจากผลพลอยได้จากการตัดแต่งกิ่งหม่อนแต่ละครั้งจึงยังให้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการแปรรูปผลหม่อนด้านต่างๆ ดังนั้นการใช้วิธีการบังคับต้นหม่อนด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตผลหม่อนในปริมาณที่มาก และตามระยะเวลาที่ต้องการ จึงเป็นวิธีการที่น่าจะทำให้การผลิตผลหม่อนออกมาคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการศึกษาในเรื่องการบังคับการติดดอกออกผลของหม่อนกันน้อยมากแต่ขณะนี้กำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นการศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง การบังคับการอกดอกของหม่อนมีวิธีการดังนี้ คือ

1. การโน้มกิ่ง-เด็ดยอด-ริดใบ

ในลักษณะการโน้มกิ่งแบบโค้งยอดเข้าหาพื้นดิน วิธีการนี้เหมาะสำหรับการปลูกหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 แบบเดิม ที่มีระยะปลูก 0.75 x 2.00 -3.00 เมตร วิธีการบังคับจะทำการตัดต่ำหม่อนตามปกติ ในช่วงต้นฤดูปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตทางลำต้นไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ในช่วงนี้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตใบหม่อนได้ตามปรกติโดยวิธีการเก็บใบ แต่ต้องระวังไม่ให้มีการกระทบกระเทือนต่อตาข้างของหม่อน และเมื่ออายุกิ่งหม่อนครบ 6 เดือน ก็เริ่มทำหารริดใบหม่อนที่เหลืออกให้หมด จากนั้นจึงโน้มกิ่งเข้าหากันลักษณะแถวต่อแถว โดยใช้เชือกฟางผูกติดกิ่งหม่อนแถวหนึ่งเข้ากับอีกแถวหนึ่ง ทำให้มองดูเหมือนอุโมงค์ ซึ่งทำให้ความสูงของอุโมงค์สูงประมาณ 1.50 เมตรจากพื้นดิน

ทำการตัดยอดกิ่งหม่อนออกให้หม่อนทุกกิ่งโดยการตัดไม่ให้ล้ำยื่นออกไปจากแนวแถวหม่อนเดิมเพื่อไม่ให้กีดขวางการปฏิบัติงานระหว่างแถวหม่อน หลังจากบังคับทรงพุ่มแล้วปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตตามปรกติ ซึ่งหม่อนจะมีการแตกตาข้างออกมาเกือบทุกตาพร้อมกับมีการแทงช่อดอกออกมาตามบริเวณที่แตกยอกออกมาใหม่ ตาดอกจะเริ่มทยอยบาน ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดตาดอก ซึ่งมีประมาณ 3-6 ตาต่อยอดใหม่ที่ตากออกมา ในลักษณะเช่นนี้หม่อน 1 ต้น จะให้ผลผลิตผลหม่อนประมาณ 400-500 ผล และให้ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 300-400 กิโลกรัม

สำหรับหม่อนพันธุ์ บุรีรัมย์ 60 โดยมีระยะเก็บเกี่ยวหลังจากดอกบานประมาณ 60-90 วัน วิธีการเช่นนี้สามารถแบ่งแปลงหม่อนบังคับทรงพุ่มต่างเวลากันเพื่อขยายระยะเวลาการให้ผลผลิตผลหม่อนได้ยาวนานขึ้น โดยสามารถโน้มกิ่งหม่อนที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน 7 เดือน 8 เดือน และ 9 เดือน ก็จะมีผลผลิตผลหม่อนตั้งแต่ เดือนธันวาคม จนถึง เดือนเมษายน ของแต่ละปีแต่ทั้งนี้จะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีด้วย หากมีปริมาณน้ำฝนมาก ควรยึดระยะเวลาในการโน้มกิ่งให้ช้าลง

2. การโน้มกิ่งหม่อนที่ปลูกแบบทรงพุ่ม
เป็นวิธีการบังคับทรงพุ่มหม่อนที่ปลูกแบบไม้ผลที่มีระยะปลูก ประมาณ 2 x 2 หรือ 4 x 4 เมตร ขึ้นไป เป็นการปลูกแบบไม่มีการตัดแต่งกิ่งแต่ทำการบังคับให้ทรงพุ่มสูงจากพื้นดิน 1.50 เมตร เมื่อหม่อนแตกกิ่งกระโดงใหม่ขึ้นมาในแต่ละปีก็จะทำการโน้มกิ่งให้ปลายยอดขนานกับพื้นดิน และก่อนจะโน้มกิ่งจะต้องริดใบหม่อนออกให้หมดก่อนพร้อมทั้งตัดยอดส่วนที่เป็นกิ่งสีเขียวออกยาวประมาณ 30 เซนติเมตรออกก่อน วิธีการโน้มกิ่งสามารถกระทำได้หลายวิธี คือ

2.1 โดยใช้ลวด หรือเชือกผูกโยงติดไว้กับกิ่งที่อยู่ข้างล่างหรือพื้นดินโดยใช้หลักไม้ไผ่ปักไว้บนพื้นดินสำหรับยึดเชือกหรือลวดไว้

2.2 ใช้ไม้ไผ่ล้อมเป้นคอกไว้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1.50 เมตร แล้วโน้มกิ่งออกมาใช้เชือกผูกมัดติดไว้กับคอกที่ล้อมไว้

2.3 ทำราวเส้นลวดขึงขนานในระหว่างแถวของต้นหม่อนแล้วโน้มกิ่งให้ขนานกับพื้นดิน จากนั้นนำกิ่งหม่อนที่ตัดยอด ริดใบออกแล้วมามัดติดไว้กับราวเส้นลวด วิธีการสามารถเก็บเส้นลวดไว้ใช้งานได้นานหลายปี

ส่วนระยะเวลาขอบการโน้มกิ่งจะอยู่ในช่วง เดือน กันยายน – เดือนมกราคม ในปีถัดไปแล้วแต่ว่าจะเลือกให้หม่อนติดดอกออกผลในช่วงระยะเวลาไหน ซึ่งปกติจะสามารถเก็บเกี่ยวผลหม่อนได้หลังจากทำการโน้มกิ่งประมาณ 60 วัน และมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลหม่อน ประมาณ 30 วัน อนึ่งสำหรับหม่อนที่ปลูกในสภาพพื้นที่สูบงที่มีอากาศหนาวเย็นมากการเก็บเกี่ยวและการติดตาดอกออกผลจะช้าออกไปประมาณ 1 เดือน ตามขนาดของความหนาวเย็น
Read more ...

การปลูกมัลเบอร์รี่ (หม่อนผลสด)

2.1.57
การปลูกต้นหม่อนผลสด

ระยะปลูก อาจปลูกเป็นแถว แต่ละต้นห่างกัน 4 เมตร เพื่อเผื่อรัศมีทรงพุ่มไว้อย่างน้อย 2.00 เมตร หรือจะปลูกในแปลงพื้นที่สี่เหลี่ยมด้วยระยะปลูก 4.00 x 4.00 เมตรก็ได้

การเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมลึก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10 กิโลกรัมต่อหลุม ใส่ปูนโดโลไมท์หรือปูนขาว ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อหลุม และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัมต่อหลุม หรือจะให้แม่นยำต้องใส่ตามค่าการวิเคราะห์ดิน คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วกลบหลุมด้วยหน้าดินให้พูนเล็กน้อย

วิธีการปลูก ขุดดินบนหลุมที่เตรียมไว้ให้ลึกพอประมาณ แล้วนำต้นหม่อนที่เตรียมไว้ด้วยวิธีการต่างๆลงปลูกกลบดินให้แน่น

การบังคับทรงต้น ต้นหม่อนที่ปลูกจากกิ่งชำชนิดล้างราก หรือชนิดชำถุง หรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์จากกิ่งพันธุ์โดยตรง เมื่อต้นหม่อนเจริญเติบโตได้ประมาณ 6-12 เดือน จะต้องบังคับทรงพุ่มโดยตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียงกิ่งเดียวไว้เป็นต้นตอ มีความสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร จากพื้นดิน ปล่อยให้หม่อนแตกกิ่งใหม่หลายๆกิ่ง เก็บกิ่งที่สมบูรณ์ไว้ กิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้ตัดทิ้งเพื่อให้ด้านล่างโปร่ง ง่ายต่อการปฏิบัติดูแลรักษาด้านเขตกรรมต่างๆ เช่น การกำจัดวัชพืช การใส่ปุ๋ย การพรวนดิน การตัดแต่งกิ่งแขนงและการเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นต้น อนึ่งสำหรับหม่อนที่ปลูกในปีแรกๆ ลำต้นและระบบรากยังเจริญเติบโตไม่มาก อาจจะหักล้มได้ง่าย ดังนั้นจะต้องทำการยึดลำต้นไว้ด้วยไม้ หรือไม้ไผ่ให้แน่นหนา

การใส่ปุ๋ย ในปีที่ 2 ให้ใส่ปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ตามการวิเคราะห์ความต้องการปูนขาวของดินเพิ่ม ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัมต่อต้น

การให้น้ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้น้ำหม่อนในระยะที่หม่อนติดผลแล้ว (โดยปกติจะมีฝนหลงฤดูหรือฝนชะช่อมะม่วงผ่านเข้ามา จะทำให้ต้นหม่อนแตกตาติดดอก ถ้าไม่มีฝนหลงฤดู หลังโน้มกิ่ง รูดใบ ต้องให้น้ำกระตุ้นการแตกตาแทนน้ำฝน) หากขาดน้ำจะทำให้ผลหม่อนฝ่อก่อนที่จะสุก หรือทำให้ผลหม่อนมีขนาดเล็ก

การตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาทรงพุ่ม ตัดเฉพาะกิ่งแขนงที่ไม่สมบูรณ์และเป็นโรคทิ้ง เพื่อลดการสะสมโรคและแมลการบังคับให้หม่อนติดผลนอกฤดูกาล ใช้วิธีการบังคับต้นหม่อน เพื่อให้ได้ผลผลิตผลหม่อนในระยะเวลาที่ต้องการ มีวิธีการดังนี้

1) ทำการโน้มกิ่งหม่อนที่ปลูกแบบทรงพุ่ม โดยการโน้มกิ่งให้ปลายยอดขนานกับพื้น หรือโน้มลงพื้นดิน รูดใบหม่อนออกให้หมด พร้อมทั้งตัดยอดส่วนที่เป็นกิ่งสีเขียวออกยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้เชือกผูกโยงติดไว้กับหลักไม้ไผ่ ซึ่งปักไว้บนพื้นดินสำหรับยึดเชือกไว้

2) หลังการโน้มกิ่ง 8-12 วัน ดอกหม่อนจะแตกออกพร้อมใบ จากนั้นจะมีการพัฒนาการของ ผลหม่อน โดยผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขาว สีชมพู สีแดง และสีม่วงดำ ตามลำดับ โดยใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน ผลจะเริ่มแก่และสุก สามารถเก็บไปรับประทานสดหรือนำไปแปรรูปได้ มีระยะเวลาในการเก็บผลประมาณ 30 วันต่อต้น เพราะผลหม่อนจะทยอยสุก เนื่องจากออกดอกไม่พร้อมกัน

เมื่อต้นหม่อนมีอายุตั้งแต่ 2 ปี เป็นต้นไปจะให้ผลผลิตผลหม่อนประมาณ 1.5-35 กิโลกรัม(ประมาณ 750-1,850 ผลต่อครั้งต่อต้น) เพียงพอต่อการบริโภคผลสดทั้งครอบครัวทุกวัน ตลอดปี ซึ่งร่างกายต้องการวันละ 10-30 ผลเท่านั้น อีกทั้งยังมีผลหม่อนสดไว้แปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่มได้อีกหลายชนิด เช่น น้ำหม่อน แยมหม่อน เชอเบทหม่อน ฯลฯ ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ สำหรับผู้รักสุขภาพทุกท่านที่จะปลูกหม่อนไว้รับประทานเอง หากสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็ติดต่อมาได้ที่กรมหม่อนไหม จตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 089-4476600 ในหรือนอกเวลาราชการก็ยินดีครับ
Read more ...

ปลูกองุ่นบนอพาร์ทเม็นท์

2.1.57

สำหรับกิ่งพันธุ์องุ่นตอใหญ่ติดตาสามสายพันธุ์นี้ผมซื้อมาราคา 330 บาทซื้อที่ ตลาดต้นไม้วันพุธ-พฤหัส ที่จตุจักร เค้าขายราคาประมาณ 400 - 500 บาทไม่แน่นอนแล้วแต่คนขายแต่ผมต่อราคาเอา 

วิธีปลูกก้อไม่ยาก ซื้อดินกับกระถางใบใหญ่(ขอย้ำว่าใบใหญ่) เพราะองุ่นรากเค้าหากินผนผิวดินดังนั้นต้องหากระถางใบใหญ่ที่ปากกระถางต้องกว้างจะลึกหรือตื้นก้อไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่เน้นปากกระถางต้องกว้าง

เมื่อได้กระถางแล้วน้ำดินที่ซื้อมาหรือปรุงดินเองก้อได้พยายามหาปุ๋ยคอกใส่ให้เยอะส่วนผมใช้ดินถุงผสมกับขี้วัว(ดินใบก้ามปู) ใส่เศษอิฐเศษหินลงก้นกระถางนิดหน่อยเพื่อให้ระบายน้ำได้ดีใส่ดินที่เราผสมแล้วลงไปประมาณ1ใน3ของกระถางแล้วเอากิ่งองุ่นลงปลูกเอาดินใส่กลบกิ่งพันธุ์กดให้แน่นหาหลักมายึดไว้ด้วยกันกระเทือนใส่ดินอย่าให้เต็มกระถางให้อยู่ประมาณ 3ใน4 ของกระถางแล้วรดน้ำให้ชุ่มช่าวนี้รดน้ำวันเว้นวันก้อได้รอให้องุ่นยอดเลื้อยแล้วค่อยรดทุกวันซึ่งองุ่นชอบน้ำมาก 

เมื่อองุ่นยอดเริ่มเลื้อยเราก้อทำค้างให้เค้าเลื้อยส่วนผมอยู่อพาร์ทเมนต์ก้อเลยใช้ลวดขึงเอาแล้วใช้เชือกฟางเป็นสพานให้เค้าไต่ไปจนถึงค้างเส้นลวดที่ผมขึงเอาไว้เมื่อองุ่นไต่ไปจนถึงค้างก้อเด็ดยอดเพื่อให้เค้าแตกยอดเยอะ ๆเมื่อเราเด็ดยอดแล้วเค้าจะแตกยอดเป็นสองยอดเราก้อคอยจัดยอดให้เลื้อยไปตามค้างที่เราทำเอาไว้รอให้ยอดใหม่ยาวได้ประมาณ40-50ซม.ก้อเด็ดใหม่อีกเป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ยิ่งมียอดมากยิ่งมีผลผลิตมาก(อย่าลืม) 

เมื่อปลูกองุ่นได้ 8-10 เดือน กิ่งองุ่นเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลก้อเริ่มวิธีการสำหรับให้องุ่นติดลูกช่วงนี้ให้ใส่ปุ๋ย 8-24-24 ซัก 1 กำมือแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ช่วงนี้รดน้ำทุกวัน

เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วประมาณ 15 วัน งดน้ำองุ่น10-15วันรอดูใบองุ่นว่าแห้งกรอบแล้วหรือยังถ้าแห้งแล้วก้อทำการตัดแต่งกิ่งโดยเด็ดใบออกให้หมด ตัดยอดกิ่งที่เป็นสีเขียวออกให้เหลือกิ่งที่เป็นสีน้ำตาดโดยแต่ละกิ่งควรให้มีตากิ่งติดอยู่5-8ตา แล้วน้ำกิ่งและใบที่ตัดไปทิ้งแล้ว

นำดินมาเติมที่กระถางพรวนดินแล้วลดน้ำให้ชุ่มทุกวัน 

อย่าลืมใส่ปุ๋ยคอกด้วนนะครับเค้าชอบซัก 10 วัน เค้าก้อแทงยอดพร้อมดอกแล้วหล่ะครับหลังจากนี้เค้าก้อโตของเค้าเอง 

หลังจากที่เราตัดแต่งกิ่งองุ่นแล้ว เราก้อรดน้ำองุ่นให้ชุ่มใส่ปุ๋ยคอกพรวนดินถ้าดินเหลือน้อยก้อเติมดินลงไปอีกเพื่อไม่ให้รากองุ่นลอย ช่วงนี้ต้องรดน้ำตลอดนะครับหลังจากนี้ ไม่เกิน15 วันองุ่นก้อจะแตกยอดอ่อนพร้อมกับดอก (โดยธรรมชาติองุ่นเมื่อแตกยอดอ่อนก้อจะมีดอกออกมาด้วยถ้ากิ่งนั้นสมบูรณ์)

หลังจากนี้ไปเขาก้อจะโตไว้มากแป๊ปเดียวลูกก้อจะโตมากโดยทั่วไปแล้วตามไร่องุ่นเค้าจะฉีดพ่นสารเคมีบางอย่างเพื่อให้องุ่นยืดช่อยืดลูกไม่ให้มันเบียดกันง่ายต่อการดูแลและลูกโตสำหรับผมแล้วไม่กล้าฉีดซื้อมาเหมือนกันกลัวมันอันตรายเพราะปลูกไว้กินเองไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมีกินอยู่แบบธรรมชาติดีที่สุด 

พอองุ่นเริ่มเข้าสีคือองุ่นเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นแดงก้อยังให้น้ำปกติและก้อใส่มูลค้างคาวซัก 2 กำมืือโดยโรยไปรอบ ๆ ต้น แค่นี้องุ่นผมก้อหวานแล้วจนองุ่นสีแดงเสมอกันหมดก้อให้น้ำน้อยลงโดยดูที่ดินอย่าให้แห้งจนเกินไปอาจจะรดน้ำวันเว้นวันแล้วเป็นสองวันให้ครั้งนึงก้อได้จนองุ่นเกือบดำก้องดน้ำเลยแล้วลองเด็ดลูกองุ่นมาชิมดูว่าพวงไหนหวานก้อตัดมาทานได้ 

องุ่นผมหวานกรอบทุกช่อแต่ไม่หวานจนบาดคอเพราะผมไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มความหวานแต่ถ้าใครอยากให้หวานมากๆก้อใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 ตอนที่องุ่นเริ่มเข้าสีก้อได้ไม่ว่ากันใส่ประมาณ 1- 2กำมือโดยหว่านรอบ ๆ ต้นนะครับ 

เมื่อเก็บผลิตเรียบร้อยแล้วก้อพักต้นซัก 20 - 30วันก้อเริ่มต้นทำให้ออกลูกใหม่ครับก้อทำเหมือนๆ เดิม ถ้าเราทิ้งระยะเวลาในการพรุนกิ่งนานก้อจะทำให้องุ่นออกลูกน้อยลง (อันนี้ผมเคยอ่านมาแต่จำไม่ได้ว่าจากที่ไหนแต่ผมเคยลองแล้วว่าจริง ๆ ด้วย)

ขอให้สนุกกับการปลูกองุ่นนะครับ
Read more ...

เกษตรกรที่ จ.สุรินทร์ปลูก"มัลเบอรี"ขายรายได้ดี

2.1.57
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกร ที่ จ.สุรินทร์ ปลูกต้น มัลเบอร์รี่ จำนวน 3 งาน สามารถเก็บผลผลิตลูกมัลเบอร์รี่ได้วันละ 40 กก. ขาย กก.ละ 100 บาท สามารถแปรรูปเป็นแยม ,น้ำผลไม้ได้
Read more ...

แม่โจ้แนะนำเทคนิคการเพิ่มผลผลิตมัลเบอร์รี่

2.1.57
 
โดยช่อง 7 เมื่อ 20 พ.ย.2556

เป็นเรื่องการเพิ่มผลผลิตมัลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเทคนิคนำลวดมาทำค้างผสมผสานกับการดูแลอย่างดี ผู้สื่อข่าวเกษตร ไปดูมาบอกว่าเป็นงานวิจัย ที่ช่วยให้ผลผลิตมัลเบอร์รี่เพิ่มขึ้นได้เท่าตัว

ที่สำคัญวิธีนี้เก็บผลผลิตได้ง่ายขึ้นด้วย ไปติดตามเรื่องนี้ในสารคดีเกษตรกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม โทร.089-264-2853
Read more ...

ม.แม่โจ้ ปลูกองุ่น ได้ผลผลิตดีในพื้นที่ราบ พร้อมส่งเสริมความรู้ให้กับเกษตรกร

1.1.57
โดยมติชน เมื่อ 15 มี.ค.2555

"องุ่น" ไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นที่รู้จักและนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย ดังนั้น ทางสาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงนำมาทดลองปลูกในพื้นที่ราบและพบว่าได้ผลผลิตมาก มีคุณภาพดี พร้อมส่งเสริมให้กับเกษตรกร

ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า จากการทดลองปลูกองุ่นบนที่สูงได้ผลดี แต่เมื่อเกษตรกรที่อยู่พื้นที่ราบต้องการปลูก ยังมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจว่าสามารถปลูกได้หรือไม่ จึงได้ทำแปลงทดลองที่สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี 2554 โดยได้นำยอดพันธุ์มาต่อกับต้นตอเดิมที่มีอยู่แล้ว อายุประมาณ 5 ปี (ระยะปลูก 1x4 เมตร) ซึ่งพันธุ์ที่นำมาทดลอง ได้แก่

พันธุ์ 

"บิวตี้ซีดเลสส์", 
"เฟลมซีดเลสส์", 
"เพอร์เร็ท" (Perlette), 
"เคียวโฮะ" (Kyoho), 
"พลานอร่า" (Planora) และ
องุ่นทำไวน์ อีก 2 สายพันธุ์ 

รวม 8 สายพันธุ์ 

โดยมีการจัดการกิ่งและตัดแต่งกิ่งแบบที่ให้ผลผลิตเรียงเป็นระเบียบคล้ายกับก้างปลา จึงเรียกวิธีการจัดกิ่ง "แบบก้างปลา" ซึ่งมีผลทำให้องุ่นออกดอก ติดผล และคุณภาพดี

ภายหลังจากทดสอบที่สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนเป็นที่แน่ใจว่า องุ่นสามารถให้ผลผลิตได้ดีถึงแม้ว่าปลูกในพื้นที่ราบ เมื่อนำเทคนิคการจัดการกิ่งแบบประณีตเข้ามาใช้ ทำให้สามารถผลิตองุ่นได้ดีขึ้นทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ

องุ่นที่ปลูกเน้นขึ้นค้างเพื่อการจัดกิ่งบนค้างให้ง่ายต่อการตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาโดยจัดกิ่งรูปตัวเอช (H) ซึ่งต่างจากระบบที่ทำกันทั่วไปแบบรูปตัวเอ็กซ์ (X) และทำให้ผลผลิตต่อต้นสูงและสม่ำเสมอในทุกๆ ปี โดยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 ครั้ง ต่อปี รวมถึงย่นระยะเวลาตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวสั้นลงโดยใช้ต้นตอที่แข็งแรงและปลอดโรค ตลอดจนลดการใช้สารเคมีป้องกันโรคและแมลง โดยการสร้างโรงเรือนพลาสติกป้องกันหมอกและฝน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดและแพร่ระบาดของโรค และเพิ่มความหวานให้สูงขึ้นในช่วงผลผลิตออกในฤดูฝนโดยใช้ต้นตอที่มีระบบรากที่ไม่แข็งแรงมาก

ส่วนขั้นตอนของการปลูก เริ่มจากจัดทำโรงเรือนพลาสติกและทำค้าง เพื่อป้องกันหมอกและฝนที่เป็นสาเหตุในการแพร่ระบาดของโรค สามารถลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงได้มาก ซึ่งการทำโรงเรือนพลาสติกสามารถทำแบบดี โดยมีการระบายอากาศและปิดข้างด้วยตาข่ายป้องกันแมลงและนกได้ แต่ทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น หรือทำแบบอย่างง่ายเพื่อลดต้นทุนโดยการคุมพลาสติกเฉพาะด้านบน ส่วนด้านข้างเปิดโล่ง 

ส่วนการทำค้างสามารถใช้ลวดขึงบนโครงสร้างของโรงพลาสติกได้ โดยไม่ต้องใช้โครงสร้างของค้างภายในโรงเรือนหรือโรงพลาสติกซึ่งจะช่วยลดต้นทุนลงได้ การขึงลวดทำค้างให้มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 180 เซนติเมตร และมีความกว้าง 3.5-4 เมตร เพื่อง่ายในการจัดการดูแลรักษาและการจัดกิ่งบนค้าง โดยขึงลวดในแนวยาว เพียงด้านเดียวจากหัวแปลงไปถึงท้ายแปลง มีระยะห่างของลวดประมาณ 25-30 เซนติเมตร

จากนั้นเตรียมดินที่มีการระบายน้ำได้ดี ทดสอบได้อย่างง่ายๆ คือ ขุดหลุมกว้างประมาณ 20-30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 1 เมตร และเทน้ำให้เต็มหลุม ถ้าดินมีการระบายดี น้ำจะแห้งอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าดินระบายน้ำไม่ดีหรือดินเหนียว น้ำขังเป็นเวลานาน รากองุ่นก็จะแช่น้ำนาน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์แข็งแรงของต้นองุ่นด้วย ถ้าไม่สามารถเลือกพื้นที่หรือสภาพดินได้ต้องทำระบบร่องระบายน้ำใต้ดิน โดยทำร่องน้ำเล็กๆ ไว้ใต้หลุมปลูกซึ่งเมื่อฝนตกลงมาน้ำจะค่อยๆ ซึมผ่านลงร่องระบายอย่างช้าๆ ทำให้น้ำไม่ขังอยู่ภายในหลุมและดินไม่แห้งเร็วจนเกินไป ซึ่งมีผลเป็นอย่างมากต่อการปลูกและจัดการดูแลรักษาองุ่นในระยะยาว

สำหรับการตัดแต่งกิ่งกระตุ้นการออกดอกและติดผล เพื่อเพิ่มคุณภาพหลังจากจัดกิ่งบนค้างได้สมบูรณ์ และรอจนกระทั่งกิ่งเปลี่ยนสี มีอายุประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งช่วงนี้กิ่งแขนงหรือกิ่งย่อยจะมีการพัฒนาตาดอก โดยกิ่งเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลและตาข้างมีลักษณะนูนกลมในตำแหน่งตาที่ 5-6 ตัดแต่งเพื่อกระตุ้นให้ออกดอกและติดผล โดยตัดแต่งในช่วงตำแหน่งตาที่ 5 หรือ 6 หลังจากตัดแต่งแล้ว เด็ดใบทิ้งเพื่อกระตุ้นให้ตาดอกแตกพร้อมกันทุกกิ่งและสม่ำเสมอ

หลังจากตัดแต่งกิ่งและเด็ดใบเสร็จ ป้ายหรือพ่นสารกระตุ้นการแตกตาดอกให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้มีการแตกตาดอกพร้อมกัน หลังจากนั้น พ่นฮอร์โมนเพื่อยืดช่อดอกและขยายขนาดผลที่ช่อ ซึ่งจะพ่น 2 ครั้ง คือ ช่วงดอกบาน และหลังดอกบาน 10 วัน พร้อมทั้งตัดแต่งผล ครั้งที่ 1 หลังดอกบานประมาณ 10 วัน และครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกประมาณ 2-3 สัปดาห์ 

นอกจากนี้ ยังห่อผลเพื่อให้สีผิวผลองุ่นสีนวล ผลโตขึ้นมีคุณภาพดี จะเริ่มห่อองุ่นในช่วงเปลี่ยนสีหรือหลังดอกบานประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ซึ่งมีอายุการติดผลถึงเก็บเกี่ยวไม่เท่ากัน

สำหรับผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมีอายุประมาณ 90-120 วัน หลังจากดอกบาน โดยมาตรฐานทั่วไปเฉลี่ยความหวานไม่ต่ำกว่า 16 องศาบริกซ์ สามารถเก็บเกี่ยวได้ แต่ปัญหาเรื่องความหวานต่ำมักพบในช่วงฤดูฝนซึ่งต้องงดน้ำก่อนเก็บประมาณ 2 สัปดาห์ และพ่นปุ๋ย 0-0-60 หรือบอริกแอซิด ทางใบ 4 และ 2 สัปดาห์ ก่อนเก็บ จะช่วยหยุดการเจริญเติบโตของยอดอ่อนและช่วยเพิ่มความหวานสูงขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจเทคนิคการผลิตองุ่นแบบประณีต เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตองุ่น ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร. ชินพันธ์ ธนารุจ โทร. (089) 264-2853, (083) 863-4458
Read more ...